2007/May/15

m6032550g5

http://sathaporn.exteen.com/20070515/name6032550

http://members.thai.net/PHYSICSMATAYOM/coulomb/coulomb1.htm

 

 


worksheet1excelphysics1

no m6032550g5excelphysics1 excel_answer excel_code note
1 S(m)=u*t+(1/2)*a*t^2 410 =30*7+(1/2)*4*10^2 U=30m/s,t=7s,a=4m/s^2
2 l(m)=v/f 34 =340/10 v=340m/s,f=10Hz
3 v(m/s)=c/n 2.00E+08 =3E8/1.5 n=1.5,c=3*(10^8)=3E8 m/s
4 Ep(J)=mgh 2646 =15*9.8*18 m=15kg,g=9.8 m/s^2; h=18m
5 I(W/m^2)=P/(4p(R^2) 7.96E-02 =100/(4*PI()*(10^2)) P=100w,R=10 m,pi()=p=3.14
6 Pgauge_water(N/m^2)=rgh 980 =1000*9.8*0.1 r=1E3 kg/m^3,g=9.8 m/s^2 , h=0.1m
7 P(N/m^2)=F/A 100 =(10^3)/10 P=10^3N/m^2,A=10m^2
8 1/f =(1/s)+(1/s') ;f_focus(m)=? 3 =1/((1/12)+(1/4)) s=12cm,s'=4cm
9 v^2=(u^2)+(2*a*s) ; S(m)=?
S=(v^2-u^2)/(2*a)
640 =(160^2)/(2*20) u=0m/s,a=20m/s^2,v=160m/s^2
10 l=dsinq ; sinq=x/L ; dx/L=nl ;l=? 1.67E-04 1.67E-04 l=5*1E-7,L=1.2m,d=3*1E-3,n=1

 


worksheet2

y=kx+c
input k 5
input c 10
x y=k*x+c
0 10
1 15
2 20
3 25
4 30
5 35
Graph

http://sathaporn.exteen.com/images/m6032550g5/m6032550g5linear11.GIF

 

worksheet3

Jun17,2550b.e._Coulomb1


input K(N.m^2/C^2)= 9.00E+09 C1 D1 E1 F1 G1 H1 I1
m6032550g5coulomb1_NO. Fij=KQiQj/Rij^2 Q1(C) Qj©,j=2,3 Rij(m) Fij(N) Theta(deg.) Fx=Fcos(Theta) Fy=Fsin(Theta)
1 F12=KQ1Q2/R12^2 1.00E+00 1.00E+00 3.00 1.00E+09 90 6.13E-08 1.00E+09
2 F13=KQ1Q3/R13^2 1.00E+00 1.00E+00 4.00 5.63E+08 0 5.63E+08 0.00E+00
sumFx(N),SUMFy B5 C5 D5 E5 Fij(N)_CODE G5 5.63E+08 1.00E+09
sumF=sqrt(sumFx^2+sumFy^2) 1.15E+09 =SQRT($H$5^2+$I$5^2) ANS5 E6 =$B$1*$C$3*$D$3/E3^2 ANS1 =SUM(H73:H74) =SUM(I73:I74)
tan(Alpha)=Fy/Fx 1.778 =$I$5/$H$5 ANS6 E7 =$B$1*$C$3*$D$3/E4^2 ANS2 SUMFx SUMFy
Alpha=atan(Fy/Fx)*180/pi() 60.64 =ATAN($B$7)*180/PI() ANS7 E8 ANS1,ANS2 G8 ANS3 ANS4

vector_picture


http://sathaporn.exteen.com/images/m6032550g5/m6032550g5coulomb11.GIF


http://sathaporn.exteen.com


Jutharat_Peeraya
http://sathaporn.exteen.com/20070515/m6032550g5
น.ส.จุฑารัตน์ อนันธิกุลชัย เลขที่ 6 ชั้น ม.6/3
น.ส.พีรญา สอนคุณแก้ว เลขที่ 23 ชั้น ม.6/3


EMW Nucleus
PHYSICS40205OBJECTIVE7
    ELECTROMAGNETICS WAVE
  1. AC
    ไฟฟ้ากระแสสลับ หมายถึง ไฟฟ้าที่มีการสลับสับเปลี่ยนขั้วอยู่ตลอดเวลาอย่างสม่ำเสมอ ทิศทางการไหลของกระแสไฟฟ้าจะเปลี่ยนสลับ ไปมาจากบวก - ลบ และจากลบ - บวก อยู่ตลอดเวลา ซึ่งไฟฟ้ากระแสสลับเป็นไฟฟ้าที่ใช้กันตามบ้านเรือนและโรงงานอุตสาหกรรมทั่วไป
  2. LW
    ความยาวคลื่นวิทยุที่ส่งกระจายเสียงหรือที่รับคลื่น 1000 เมตรขึ้นไป
  3. MW
    คลื่นวิทยุที่มีความยาวคลื่น 100-1000 เมตร
  4. SW
    คลื่นวิทยุช่วงสั้นที่มีความยาวคลื่น ประมาณ 20-200 เมตร
  5. FM
    มีช่วงความถี่ 88 - 108 MHz (เมกะเฮิรตซ์) สื่อสารโดยใช้คลื่นเสียงผสมเข้ากับคลื่นพาหะ โดยความถี่ของคลื่นพาหะจะเปลี่ยนแปลงตามสัญญาณคลื่นเสียง ในการส่งคลื่นระบบ F.M. ส่งคลื่นได้เฉพาะคลื่นดินอย่างเดียว ถ้าต้องการส่งให้คลุมพื้นที่ต้องมีสถานีถ่ายทอดและเครื่องรับต้องตั้งเสาอากาศสูง ๆ รับ
  6. VHF
    คลื่น VHF นั้นย่อมาจาก Very high frequency ลักษณะคลื่นเป็นคลื่นตรง มีย่านความถี่ที่ระหว่าง 30 - 300 MHz ความยาวคลื่นตั้งแต่ 10เมตร ถึง 1 เมตร ส่วนมากแล้วโดยทั่วไปนั้น VHF จะใช้ในการส่งคลื่นวิทยุสื่อสาร วิทยุโทรทัศน์ วิทยุกระจายเสียง
  7. UHF
    คลื่น UHF นั้นย่อมาจาก Ultra high frequency ลักษณะคลื่นเป็นคลื่นไมโครเวฟ มีย่านความถี่ที่ระหว่าง 300 - 3000 MHz ความยาวคลื่นตั้งแต่ 1เมตร ถึง 100 มิลลิเมตร ส่วนมากแล้วโดยทั่วไปนั้น UHF เป็นการใช้งานการส่งคลื่นวิทยุโทรทัศน์ระบบดิจิตตอล การใช้โทรศัพท์เคลื่อน อุปกรณ์ไร้สาย
  8. MICROWAVE
    มีความยาวคลื่น 1 มิลลิเมตร - 10 เซนติเมตร ใช้ประโยชน์ในด้านโทรคมนาคมระยะไกล นอกจากนั้นยังนำมาประยุกต์สร้างพลังงานในเตาอบอาหาร
  9. INFRARED
    มีความยาวคลื่น 700 นาโนเมตร - 1 มิลลิเมตร โลกและสิ่งชีวิตแผ่รังสีอินฟราเรดออกมา ก๊าซเรือนกระจก เช่น คาร์บอนไดออกไซด์ และไอน้ำ ในบรรยากาศดูดซับรังสีนี้ไว้ ทำให้โลกมีความอบอุ่น เหมาะกับการดำรงชีวิต
  10. ROYGBIV
    แสงที่มีช่วงควาถี่ 1014 หรือความยาวคลื่น 4x10-7 - 7x10-7 เมตร เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ประสาทตาของมนุษย์รับได้
    สี ความยาวคลื่น(nm)
    ม่วง 380 - 450
    น้ำเงิน 450 - 500
    เขียว 500 - 570
    เหลือง 570 - 590
    แสด 590 - 610
    แดง 610 - 760
  11. UV
    มีความยาวคลื่น 1 - 400 นาโนเมตร รังสีอุลตราไวโอเล็ตมีอยู่ในแสงอาทิตย์ เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย แต่หากได้รับมากเกินไปก็จะทำให้ผิวไหม้ และอาจทำให้เกิดมะเร็งผิวหนัง
  12. X_RAY
    มีความยาวคลื่น 0.01 - 1 นาโนเมตร มีแหล่งกำเนิดในธรรมชาติมาจากดวงอาทิตย์ เราใช้รังสีเอ็กซ์ในทางการแพทย์ เพื่อส่องผ่านเซลล์เนื้อเยื่อ แต่ถ้าได้ร่างกายได้รับรังสีนี้มากๆ ก็จะเป็นอันตราย
  13. GAMMA_RAY
    เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นน้อยกว่า 0.01 นาโนเมตร โฟตอนของรังสีแกมมามีพลังงานสูงมาก กำเนิดจากแหล่งพลังงานนิวเคลียร์ เช่น ดาวระเบิด หรือ ระเบิดปรมาณู เป็นอันตรายมากต่อสิ่งมีชีวิต

PHYSICS40205OBJECTIVE24
    NUCLEAR TRANSFORMATION
  1. ALPHA[2a4;2He4]; DECAY;ZXA--->Z-2YA-4+2He4
    รังสีแอลฟา มีส่วนประกอบเป็นนิวเคลียสของธาตุฮีเลียม มีมวลประมาณ 4 u มีประจุไฟฟ้า +2e มีพลังงานประมาณ 6 MeV รังสีแลฟาสามารถทำให้สารที่รังสีผ่านแตกตัวเป็นไอออนได้ดี จึงเป็นพลังงานอย่างรวดเร็ว รังสีแอลฟาจึงมีอำนาจทะลุผ่านน้อยมาก กล่าวคือ สามารถวิ่งผ่านอากาศได้ประมาณ 5 cmและเมื่อใช้แผ่นกระดาษบางๆ กั้นรังสีแอลฟาก็ทะลุผ่านไม่ได้ เนื่องจากรังสีนี้คือนิวเคลียสที่ป็นอนุภาค บางครั้งจึงเรียกรังสีแอลฟาว่า อนุภาคแอลฟา
  2. BETA DECAY[-1b0];ZXA--->Z+1YA+-1b0
    รังสีบีตา เป็นอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า -1e มีมวลเท่ากับมวลของอิเล็กตรอน รังสีบีตาคือ อิเล็กตรอน มีพลังงานประมาณ 1 MeV รังสีบีตาสามารถวิ่งผ่านไปในอากาศได้ประมาณ 0.5m อำนาจทะลุผ่านของรังสีบีตาจึงมากว่ารังสีแอลฟา บางครั้งจึงเรียกรังสีบีตาว่า อนุภาคบีตา
    รังสีบีตาแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ +1b ซึ่งมีประจุไฟฟ้า +1e และเรียกว่า โพชิตรอน(positron) กับ -1b ซึ่งมีประจุไฟฟ้า -1e และเรียกว่า เนกาตรอน(negatron) ธาตุกัมันตรังสีส่วนมากจะปล่อย -1b ออกมา ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงรังสีบีตามักจะหมายถึง -1b เสมอ
  3. GAMMA DECAY[0g0];ZXA--->ZX*A+0g0
    รังสีแกมมา เป็นรังสีที่มีสภาพเป็นกลางทางไฟฟ้ามีสมบัติของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า รังสีแกมมามีพลังงานประมาณ 0.01 MeV สามารถทะลุผ่านแผ่นอะลูมิเนียมที่หนาหลายเซนติเมตรได้ จึงมีอำนาจทะลุผ่านมากที่สุดในบรรดารังสีทั้งสามชนิด
    Nucleus Symbol;ZXA
  1. Z=Atomic No.(No of Proton)
    แอลฟา(ALPHA) 2a4;2He4

    บีตา(BETA) -1b0;+1b0

    แกมมา(GAMMA) 0g0
  2. A=Mass No.(No of Proton+Neutron)
    15:00 4/2/51HOME

http://sathaporn.exteen.com


นางสาวณัฏฐณิชา ดวงจรัส ชั้น ม6/3 group 5เลขที่11
Natthanicha Duangjaras M.6/3g5 No.11
    ครึ่งชีวิต(T1/2)
  1. N=No*e-lt
  2. l=ln2/T1/2=0.693/T1/2
  3. N=No/2n;n=t/T1/2


ครึ่งชีวิต (Half-life) คือเวลาที่สารกัมมันตรังสีใช้ในการสลายตัวเหลือครึ่งหนึ่งของที่มีอยู่เดิม
การคำนวณเกี่ยวกับครึ่งชีวิต
   อัตราการสลายตัวและแผ่รังสีของไอโซโทปกัมมันตรังสีเป็นสัดส่วนโดยตรงกับจำนวนอนุภาคในนิวเคลียสกัมมันตรังสีนั้น สามารถคำนวณหาระยะเวลาครึ่งชีวิต หรือมวลของธาตุที่ลดลงได้จากการลดลงทีละช่วง
    ตัวอย่างที่ 1 Ra–88 มีครึ่งชีวิต 1620 ปี ถ้าเริ่มต้นมี Ra–88 อยู่ 16 กรัม ในเวลา 4860 ปี ;m=?g
    วิธีทำ
  1. 1. เมื่อเวลาผ่านไป 1620 ปี ช่วงที่ 1(0-T1/2) เหลือ Ra–88 จำนวน mo/(2^1)=8 กรัม
  2. 2. เมื่อเวลาผ่านไป 1620 ปี ช่วงที่ 2(T1/2-2T1/2) เหลือ Ra–88 จำนวนm=mo/(2^2)= 4 กรัม
  3. 3. เมื่อเวลาผ่านไป 1620 ปี ช่วงที่ 3(2T1/2-3T1/2) เหลือ Ra–88 จำนวนm=mo/(2^3)= 2 กรัม
  4. N=No/2n;n=t/T1/2=4860/620=3
  5. m=mo/2n=16/(2^3)=2 g Ans
    ตัวอย่างที่ 2ธาตุ Bi เป็นธาตุกัมมันตรังสี มีครึ่งชีวิต 5 วัน ถ้ามีสารนี้อยู่ 1 กรัม หลังจากเก็บไว้นาน 15 วัน จะเหลือมวล Bi กี่กรัม
    วิธีทำ
  1. ก. เวลาที่ใช้คิดเป็น 3 ช่วง
  2. ข. สามารถเขียนแผนภาพแสดงได้ดังนี้
  3. daym(g)
    0 1
    5 1/2=0.50
    10 1/(2^2)=0.25
    15 1/(2^3)=0.125
  4. ดังนั้น เมื่อเวลาผ่านไป 15 วัน (n=t/T1/2=15/5=3)จะเหลือ Bi อยู่=mo/(2n)=1/(23)= 0.125 กรัม

http://sathaporn.exteen.com


แบบจำลองอะตอมของรัทเธอร์ฟอร์ด
    รายชื่อผู้จัดทำ กลุ่มที่ 5 ม.6/3 ปีการศึกษา 2550
  1. นายจักรกฤษณ์ ทองเฟื้อง ม.6/3 เลขที่4
  2. น.ส.จุฑารัตน์ อนันธิกุลชัย ม.6/3 เลขที่6
  3. น.ส.ณัฏฐณิชา ดวงจรัส ม.6/3 เลขที่11
  4. น.ส.พีรญา สอนคุณแก้ว ม.6/3 เลขที่ 23
  5. น.ส.อภิญญา โคตรโมลี ม.6/3 เลขที่42
A6 B6 C6 D6
ตัวแปร(variables) ค่าตัวแปร(value) หน่วย(unit) excel_code
(1/2)*mv^2=kQAu*Qalpha/r      
r=(kQAu*Qalpha*2)/(mv^2)      
input k= 9.00E+09 N.m^2/C^2 =9.00e+9
input e= 1.60E-19 C =1.6E-19
input 1u= 1.66E-27 kg =1.66E-27
input QAu= 1.26E-17 C =79*$B$10
input Qalpha= 3.20E-19 C =2*$B$11
input m=4u 6.64E-27 kg =4*$B$12
input valpha= 2.50E+08 m/s =2.50e+08
r=(kQAu*Qalpha*2)/(mv^2) 1.75E-16 m =($B$10*$B$13*$B$14*2)/($B$15*$B$16^2)
    r_dimension_analysis
  • (N.m^2/C^2)*(C)*(C)/(kg*m^2/s^2)
  • N.s^2/kg
  • (kg.m/s^2)*s^2/kg
  • m

1/1/99 5:19 HOME

edit @ 13 Feb 2008 23:11:26 by physicsmatayom