2007/May/17

m6062550g2

http://sathaporn.exteen.com/20070517/name6062550

http://members.thai.net/PHYSICSMATAYOM/coulomb/coulomb1.htm

JUN12,2550b.e.


http://sathaporn.exteen.com/
M6062550G2COULOMB1
input K (N.m^2/C^2) 9.00E+09 C1 D1 E1 F1 G1 H1 I1
No. Fij=KQiQj/Rij^2 Q2(C) Qj(C);j=1,3,4,5 R2j(m) F2j(N) q(deg) Fx=Fcosq Fy=Fsinq
1 F21=KQ2Q1/R21^2 1 1 1 9.00E+09 270 -1.65E-06 -9.00E+09
2 F23=KQ2Q3/R23^2 1 1 1 9.00E+09 0 9.00E+09 0.00E+00
3 F24=KQ2Q4/R24^2 1 1 1.414213562 4.50E+09 225 -3.18E+09 -3.18E+09
4 F25=KQ2Q5/R25^2 1 1 0.707106781 1.80E+10 225 -1.27E+10 -1.27E+10
5 SUMFx,SUMFy C7 D7 E7 F7 G7 -6.91E+09 -2.49E+10
6 SUMFx,SUMFy C8 D8 E8 F8 G8 =SUM(H3:H6) =SUM(I3:I6)
7 SF=SQRT(SUMFx^2+SUMFy^2) 2.59E+10 =SQRT($H$7^2+$I$7^2) E9 F9 G9 SUMFx SUMFy
8 TAN(a)=SUMFy/SUMFx 3.60 =$I$7/$H$7 E10 F10 G10 H10 I10
9 a=atan(SUMFy/SUMFx)*180/pi()) 74.5 =ATAN($C$10)*180/PI() E11 F11 G11 H11 I11

http://sathaporn.exteen.com

http://sathaporn.exteen.com/20070517/m6062550g2
พรรณิกา ปัญญาคุณ เลขที่ 28 ม.6/6 ปีการศึกษา2550
phannika punyakun m60628 Udopittayanukoon school Udon thani thailand
อันตรายที่เกิดจากกัมมันตภาพรังสี
เมื่อกัมมันตภาพรังสีจากธาตุกัมมันตรังสีผ่านเข้าไปในเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิตจะทำให้เนื้อเยื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงคือ
อาจทำให้เนื้อเยื่อตายทันทีหรือเปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอาจนำไปสู่สาเหตุของการเป็นโรคมะเร้งได้ตามปกติมนุษย์จะได้นีบกัมมันตภาพรังสี
จากสภาพแวดล้อมอยู่ตลอดเวลาแต่มีในปริมาณน้อยจึงไม่เป็นอันตรายใดๆการบำบัดโรคด้วยสารกันมันตภาพรังสีหรือการตั้งถิ่นฐานอยู่ใกล้
โรงไฟฟ้านิวเคลียร์จะทำให้ร่างกายได้รับกัมมันตรังสีในปริมาณที่สูง แต่ก็ยังไม่เป็นอันตรายเฉียบพลัน อาการที่ปรากฏหลังจากที่ร่างกายได้
รับกัมมันตภาพรังสี จะมี
    อาการดังนี้
  • 1.คลื่นไส้
  • 2.เบื่ออาหาร
  • 3.ถ้าอาการหนักผมอาจร่วง

อาการเหล่านี้จะไม่แสดงผลทันที เมื่อเนื้อเยื่อของร่างกายได้รับกัมมันตภาพรังสีจะทำให้อิเล็กตรอนหลุดจากอะตอม หรือพันธะเคมีเสียหายทำ
ให้มีการเปลี่นแปลงทางกายภาพของเซลล์ ความเสียหายมีตั้งแต่เล็กน้อยไปจนถึงเสียหายมากขึ้นอยู่กับปริมาณของกัมมันตภาพรังสีและเวลา
ที่ได้รับโดยเฉพาะเนื้อเยื่อสมองและเนื้อเยื่อบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์เป็นตำแหน่งของร่างกายที่ไวต่อการรับกัมมันตรังสีมากที่สุด
การป้องกันอันตรายจากกัมมันตภาพรังสี
อันตรายจากกัมมันภาพรังสีนั้นขึ้นกับหลายสิ่งด้วยกัน เช่น ปริมาณพลังงานนของกัมมันตภาพรังสีต่อมวลที่ถูกรังสี และ
ความสำคัญของส่วนที่ถูกกัมมันตภาพรังสี แต่ถึงแม้มีอันตราย ถ้าใช้ให้ถูกวิธีก็จะก่อให้เกิดประโยชน์มาก
    หลักในการป้องกันอันตรายจากกัมมันตภาพรังสี
  • 1. อยู่ห่างจากบริเวณที่มีธาตุกัมมันตภาพรังสีให้มากที่สุด เพราะปริมาณกัมมันตภาพรังสีจะลดลงถ้าอยู่ห่างจากแหล่งกำเนิด
  • 2. ถ้ามีความจำเป็นควรเข้าใกล้บริเวณที่มีกัมมันตภาพรังสี ควรใช้เวลาให้สั้นที่สุดเท่าที่จะทำได้ 
  • 3. เนื่องจากกัมมันตภาพรังสีชนิดต่างๆ มีอำนาจในการทะลุผ่านวัตถุได้ต่างกัน ดังนั้นจึงควรใช้วัตถุที่กัมมันตภาพรังสี
    ทะลุผ่านได้ยากมากเป็นเครื่องกำบังในการทำงานเกี่ยวกับธาตุกัมมันตภาพรังสีถึงแม้จะมีการป้องกันก็ยังได้รับรังสีอยู่ ดังนั้นผู้ที่ทำงานทาง
    ด้านนี้จะต้องมีเครื่องมือที่ใช้วัดปริมาณรังสีติดตัวขณะทำงานเพื่อตรวจนอบปริมาณรังสีที่ได้รับ

Physics_Nuclear_medicine_link

         radiation


http://sathaporn.exteen.com

http://sathaporn.exteen.com/20070517/m6062550g2

35 นางสาวรุ่งนภา กลางโยธี F 2


คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามีความถี่ต่อเนื่องกันเป็นช่วงกว้างเราเรียกช่วงความถี่เหล่านี้ว่า "สเปกตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า" และมีชื่อเรียกช่วงต่าง ๆ ของความถี่ต่างกันตามแหล่งกำเนิดและวิธีการตรวจวัดคลื่น

คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดต่าง ๆในสเปกตรัมมีสมบัติที่สำคัญเหมือนกันคือ เคลื่อนที่ไปด้วยความเร็วเท่ากับแสงและมีพลังงานส่งผ่านไปพร้อมกับคลื่น คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติและที่มนุษย์สร้างขึ้นมีชื่อเรียกดังนี้

1. คลื่นวิทยุ คลื่นวิทยุมีความถี่ช่วง 104 - 109 Hz( เฮิรตซ์ ) ใช้ในการสื่อสาร คลื่นวิทยุมีการส่งสัญญาณ 2 ระบบคือ

1.1 ระบบเอเอ็ม (A.M. = amplitude modulation) ระบบเอเอ็ม มีช่วงความถี่ 530 - 1600 kHz( กิโลเฮิรตซ์ ) สื่อสารโดยใช้คลื่นเสียงผสมเข้าไปกับคลื่นวิทยุเรียกว่า "คลื่นพาหะ" โดยแอมพลิจูดของคลื่นพาหะจะเปลี่ยนแปลงตามสัญญาณคลื่นเสียง ในการส่งคลื่นระบบ A.M. สามารถส่งคลื่นได้ทั้งคลื่นดินเป็นคลื่นที่เคลื่อนที่ในแนวเส้นตรงขนานกับผิวโลกและคลื่นฟ้าโดยคลื่นจะไปสะท้อนที่ชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ แล้วสะท้อนกลับลงมา จึงไม่ต้องใช้สายอากาศตั้งสูงรับ

1.2 ระบบเอฟเอ็ม (F.M. = frequency modulation) ระบบเอฟเอ็ม มีช่วงความถี่ 88 - 108 MHz (เมกะเฮิรตซ์) สื่อสารโดยใช้คลื่นเสียงผสมเข้ากับคลื่นพาหะ โดยความถี่ของคลื่นพาหะจะเปลี่ยนแปลงตามสัญญาณคลื่นเสียง ในการส่งคลื่นระบบ F.M. ส่งคลื่นได้เฉพาะคลื่นดินอย่างเดียว ถ้าต้องการส่งให้คลุมพื้นที่ต้องมีสถานีถ่ายทอดและเครื่องรับต้องตั้งเสาอากาศสูง ๆ รับ

2. คลื่นโทรทัศน์และไมโครเวฟ คลื่นโทรทัศน์และไมโครเวฟมีความถี่ช่วง 108 - 1012 Hz มีประโยชน์ในการสื่อสาร แต่จะไม่สะท้อนที่ชั้นบรรยากาศไอโอโนสเฟียร์ แต่จะทะลุผ่านชั้นบรรยากาศไปนอกโลก ในการถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์จะต้องมีสถานีถ่ายทอดเป็นระยะ ๆ เพราะสัญญาณเดินทางเป็นเส้นตรง และผิวโลกมีความโค้ง ดังนั้นสัญญาณจึงไปได้ไกลสุดเพียงประมาณ 80 กิโลเมตรบนผิวโลก อาจใช้ไมโครเวฟนำสัญญาณจากสถานีส่งไปยังดาวเทียม แล้วให้ดาวเทียมนำสัญญาณส่งต่อไปยังสถานีรับที่อยู่ไกล ๆ เนื่องจากไมโครเวฟจะสะท้อนกับผิวโลหะได้ดี จึงนำไปใช้ประโยชน์ในการตรวจหาตำแหน่งของอากาศยาน เรียกอุปกรณ์ดังกล่าวว่า เรดาร์ โดยส่งสัญญาณไมโครเวฟออกไปกระทบอากาศยาน และรับคลื่นที่สะท้อนกลับจากอากาศยาน ทำให้ทราบระยะห่างระหว่างอากาศยานกับแหล่งส่งสัญญาณไมโครเวฟได้

3. รังสีอินฟาเรด (infrared rays) รังสีอินฟาเรดมีช่วงความถี่ 1011 - 1014 Hz หรือความยาวคลื่นตั้งแต่ 10-3 - 10-6 เมตร ซึ่งมีช่วงความถี่คาบเกี่ยวกับไมโครเวฟ รังสีอินฟาเรดสามารถใช้กับฟิล์มถ่ายรูปบางชนิดได้ และใช้เป็นการควบคุมระยะไกลหรือรีโมทคอนโทรลกับเครื่องรับโทรทัศน์ได้

4. แสง (light) แสงมีช่วงความถี่ 1014Hz หรือความยาวคลื่น 4x10-7 - 7x10-7 เมตร เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่ประสาทตาของมนุษย์รับได้

5. รังสีอัลตราไวโอเลต (Ultraviolet rays) รังสีอัลตราไวโอเลต หรือ รังสีเหนือม่วง มีความถี่ช่วง 1015 - 1018 Hz เป็นรังสีตามธรรมชาติส่วนใหญ่มาจากการแผ่รังสีของดวงอาทิตย์ ซึ่งทำให้เกิดประจุอิสระและไอออนในบรรยากาศชั้นไอโอโนสเฟียร์ รังสีอัลตราไวโอเลต สามารถทำให้เชื้อโรคบางชนิดตายได้ แต่มีอันตรายต่อผิวหนังและตาคน

6. รังสีเอกซ์ (X-rays) รังสีเอกซ์ มีความถี่ช่วง 1016 - 1022 Hz มีความยาวคลื่นระหว่าง 10-8 - 10-13 เมตร ซึ่งสามารถทะลุสิ่งกีดขวางหนา ๆ ได้ หลักการสร้างรังสีเอกซ์คือ การเปลี่ยนความเร็วของอิเล็กตรอน มีประโยชน์ทางการแพทย์ในการตรวจดูความผิดปกติของอวัยวะภายในร่างกาย ในวงการอุตสาหกรรมใช้ในการตรวจหารอยร้าวภายในชิ้นส่วนโลหะขนาดใหญ่ ใช้ตรวจหาอาวุธปืนหรือระเบิดในกระเป๋าเดินทาง และศึกษาการจัดเรียงตัวของอะตอมในผลึก

7. รังสีแกมมา (-rays) รังสีแกมมามีสภาพเป็นกลางทางไฟฟ้ามีความถี่สูงกว่ารังสีเอกซ์ เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่เกิดจากปฏิกิริยานิวเคลียร์และสามารถกระตุ้นปฏิกิริยานิวเคลียร์ได้ มีอำนาจทะลุทะลวงสูง


http://sathaporn.exteen.com

ไอโซโทป
ไอโซโทปกัมมันตรังสี มีที่ใช้มากในทางวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรม บางครั้งเราใช้มันเป็น สื่อ เช่น เราทราบว่าร่างกายต้องการเหล็ก และถ้าใครขาดเหล็กจะเป็นโรคแอนนีเมีย แพทย์อาจจะให้เครื่องดื่มที่มีเหล็กเจือปนอยู่ด้วย แต่ก็ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า ร่างกายจะรับเหล็กไว้หรือถ่ายออกมา ฉะนั้นแพทย์จึงผสมเหล็ก -59 ซึ่งเป็นเหล็กกัมมันตรังสีลงไป ในเหล็กธรรมดาในยา ต่อมาสองหรือสามวัน แพทย์ก็อาจตรวจได้ว่า มีเหล็กเข้าไปอยู่ในใจกลางของกระดูกซึ่งต้องการเหล็กแล้วหรือยัง โดยใช้เครื่องไกเกอร์เคาว์นเตอร์ ซึ่งจะตรวจสอบ ดูรังสีที่เหล็กส่งออกมา เหล็ก -59 ใช้มากไม่ได้เพราะเป็นอันตราย เครื่องไกเกอร์ เคาว์นเตอร์มีความไวมาก สามารถจะนับได้แม้แต่อิเลคตรอนตัวเดียว “สื่อ” เช่นนี้ใช้กันมาก ในวงการอุตสาหกรรมเพื่อหาจุดรั่วเล็กๆ ในท่อหรือดูว่าโลหะจะผสมกันดีหรือไม่ในโลหะผสม ในทางวิศวกรรมใช้ไอโซโทปช่วยวัดความหนาของโลหะได้ โดยดูอำนาจทะลุทะลวงของกัมมันภาพตรังสี ถ้าผลออกมาไม่สม่ำเสมอดี ก็เชื่อได้ว่าโลหะนั้น อาจมีโพรงเล็กๆ อยู่ข้างใน ซึ่งวิธีอื่นๆ บอกไม่ได้เลย

ไอโซโทป คือ อะตอมของธาตุเดียวกันมีจำนวนโปรตอนเท่ากันแต่มีจำนวนนิวตรอนต่างกัน ธาตุไฮโดรเจนมีสามชนิด ไฮโดรเจนชนิดที่หนึ่งไม่มีนิวตรอนอยู่ในบริเวณนิวเคลียสเลย เราเรียกไฮโดรเจนชนิดนี้ว่าไฮโดรเจนธรรมดา ไฮโดรเจนชนิดที่สองมีนิวตรอนอยู่ในนิวเคลียสหนึ่งนิวตรอน เรียกว่าไฮโดรเจนหนักหรือดิวทีเรียม ไฮโดรเจนชนิดที่สามมีนิวตรอนอยู่ในนิวเคลียสสองนิวตรอน เรียกชื่อว่า Trituum ดิวทีเรียมและทริเซียมเป็นไอโซโทปของไฮโดรเจน

นางสาวกรกช มหาผลศิริกุล เลขที่ 1

นางสาวสุวจี ทีหลวง เลขที่ 51

ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/6 g2


http://sathaporn.exteen.com

    M6062550udonpittayanukoon
  • นางสาวณัฐนันท์ เพชรศิริไพศาล เลขที่ 14
  • นางสาววศินี อยู่แพ เลขที่ 39
แบบจำลองอะตอมของโบร์

แบบจำลองอะตอมของรัทเทอร์ฟอร์ด กล่าวถึงอิเล็กตรอนวิ่งรอบๆ นิวเคลียส แต่ไม่ทราบว่าอิเล็กตรอนอยู่รอบ ๆ นิวเคลียสมีการจัดเรียงอิเล็กตรอนอย่างไร นักวิทยาศาสตร์จึงมีการศึกษาข้อมูลใหม่มาสร้างแบบจำลองที่เน้นราย ละเอียดเกี่ยวกับการจัดเรียงอิเล็กตรอนที่อยู่รอบนิวเคลียส โดยศึกษาจากสเปกตรัมและค่าพลังงานไอออไนเซชัน สเปกตรัม

สเปกตรัมเป็นแสงที่ถูกแยกกระจายออกเป็นแถบสีต่าง ๆ และแสงเป็นรูปหนึ่งของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ฉะนั้น เพื่อความเข้าใจจำเป็นต้องรู้เกี่ยวกับส่วนประกอบของคลื่นและพลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเสียก่อนแล้วนำความรู้เรื่อง ดังกล่าวมาใช้ในการวิเคราะห์สเปกตรัมได้

    ส่วนประกอบของคลื่น
  • 1. สันคลื่นหรือยอดคลื่น คือตำแหน่งสุงสุดของคลื่น ในภาพ คือตำแหน่ง ก และ ข
  • 2. ท้องคลื่น คือตำแหน่งที่ต่ำสุดของคลื่น ในภาพคือตำแหน่ง ค
  • 3. ความยาวคลื่น ใช้สัญลักษณ์ l อ่านว่า แลมป์ดา คือระยะทางที่คลื่นเคลื่อนที่ครบ 1 รอบ ในภาพ คือตำแหน่ง ก ถึง ข ความยาวคลื่นมีหน่วยเป็นเมตรหรือมีหน่วยเป็นนาโนเมตร (nm) ก็ได้ โดย 1 นาโนเมตร = 10-9 เมตร
  • 4. ความถี่ใช้สัญลักษณ์ [f,n (อ่านว่านิว)] คือจำนวนรอบที่คลื่นเคลื่อนที่ผ่านจุดหนึ่งในเวลา 1 วินาที ความถี่มีหน่วยเป็น รอบ/วินาที (s-1) หรือ (Hz)
  • 5. แอมปริจูดคือความสูงของคลื่น ซึ่งประกอบด้วยคลื่นที่มีความถี่และความยาวคลื่นต่าง ๆ กัน เป็นช่วงกว้าง มีทั้งช่วงความยาวคลื่นที่มองเห็นและความยาวคลื่นที่มองไม่เห็น ดังรูป
  • รูป สเปกตรัมคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
  • เมื่อนำแสงขาวที่เกิดจากดวงอาทิตย์ส่องผ่านปริซึมหรือเกรตติง แสงสีขาวจะแยกเป็นสีต่างๆ ต่อเนื่อง ซึ่งเรียกว่า แถบสเปกตรัม ดังรูป

  • รูป แสงสีต่าง ๆ ในแถบสเปกตรัมของแสง
  • การที่แสงขาวผ่านปริซึมหรือเกรตติง แล้วแยกออกเป็นแสงสีต่างๆ อธิบายได้ว่า แสงสีขาวเดินทางจากอากาศผ่าน ตัวกลางชนิดใหม่คือ ปริซึมก็จะเกิดการหักเห และกระจายออกเป็นแสงสีต่างๆ ตามความยาวคลื่นของแสงนั้น ๆ โดย แสงที่มีความยาวคลื่นมากจะหักเหน้อยกว่าแสงที่มีความยาวน้อย
  • ตาราง แสดงแสงสีต่าง ๆ ในแถบสเปกตรัมของแสง
    สีของสเปกตรัมความยาวคลื่น(nm)
    ม่วง 400 - 420
    น้ำเงิน 420 - 490
    เขียว 490 - 580
    เหลือง580 - 590
    ส้ม 590 - 650
    แดง 650 - 700
  • จากตารางพบว่า แสงสีม่วงมีความยาวคลื่นน้อยที่สด จะหักเหได้มากที่สุด
  • แสงสีแดงมีความยาวคลื่นมากที่สุดจะหักเหได้น้อยที่สุด
  • สำหรับคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นในช่วงอื่น ๆ ก็มีการหักเหเมื่อผ่านปริซึมได้เช่นเดียวกันแต่ ไม่สามารถมองเห็นได้เหมือนแสงสีขาว
    มักซ์ พลังค์ ได้ศึกษาพลังงานของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และสรุปว่า
  • พลังงานของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจะเป็นวัดส่วนโดยตรงกับความถี่ของคลื่นนั้นพลังงานมาก ความถี่มาก ความยาวคลื่นน้อย
    พลังงานน้อย ความถี่น้อย ความยาวคลื่นมาก ซึ่งข้อสรุปดังกล่าวสามารถนำมาวิเคราะห์สเปกตรัม โดยเขียนความสัมพันธ์ได้ดังนี้
    E = hf
    เมื่อ E คือ พลังงานมีหน่วยเป็นจูล
    h คือ ค่าคงที่ของพลังค์ มีค่า 6.625x10-34 จูล.วินาที
    f คือ ความถี่ของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้ามีหน่วยเป็นเฮิร์ตซ์
    ตัวอย่างการคำนวณเกี่ยวกับกฎของพลังค์
  1. คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่น = 300 nm จะมีความถี่และพลังงานเท่าใด
  2. วิธีทำ
  3. c = 3X108 m/s
  4. l= 300x10-9 m = 3x10-7 เมตร
  5. f =c/l=(3X108 m/s)/( 3X10-7 m/s) = 1015s-1
  6. คำตอบ ความถี่ของแสง = 1015 Hz
  7. E = hf
  8. h = 6.625x10-34 J.s
  9. f = 1015 Hz
  10. E = 6.625x10-34 x 1015Hz
  11. คำตอบ พลังงานคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า = 6.625 x10-19 J
    จากข้อมูลจะเห็นว่า ความแตกต่างระหว่างพลังงานของแต่ละระดับอยู่ที่ถัดกันจะมีค่าไม่เท่ากัน และความแตกต่าง จะมีค่าน้อยลง เมื่อระดับพลังงานสูงขึ้น จากการศึกษาเรื่องสเปกตรัมทำให้ได้ข้อสรุปว่า
  • 1. เมื่ออิเล็กตรอนได้รับพลังงาน อิเล็กตรอนจะขึ้นไปอยู่ในระดับพลังงานที่สูงขึ้น แต่จะอยู่ในระดับพลังงานใด ก็ขึ้นอยู่กับปริมาณพลังงานที่ได้รับ การที่อิเล็กตรอนขึ้นไปสู่ระดับพลังงานใหม่ ซึ่งมีพลังงานสูงขึ้น ทำให้ อะตอมไม่เสถียร อิเล็กตรอนจึงเข้ามาอยู่ในระดับพลังงานที่ต่ำกว่าในการเปลี่ยนตำแหน่งอิเล็กตรอนจะคาย พลังงานออกมาในรูปคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เมื่อส่องด้วยสเปกโทรสโคปจะปรากฏเป็นเส้นสเปกตรัม
  • 2. อิเล็กตรอนอาจมีการเคลื่อนที่ในชั้นต่าง ๆ ได้ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นชั้นที่อยู่ติดกัน จึงเป็นเหตุให้มีเส้น สเปกตรัมสีต่าง ๆ
  • 3. ภายในอะตอมจะแบ่งพลังงานเป็นชั้นๆ โดยระดับพลังงานต่ำจะอยู่ใกล้นิวเคลียส ระดับพลังงานสูงอยู่ไกลนิวเคลียส ดังนั้นอิเล็กตรอนในระดับพลังงานต่ำจะอยู่ใกล้นิวเคลียส อิเล็กตรอนในระดับพลังงานสูงจะอยู่ไกลนิวเคลียส
  • 4. ระดับพลังงานต่ำอยู่ห่างกัน ระดับพลังงานสูงจะอยู่ชิดกันมากขึ้น จากความรู้เรื่องสเปกตรัม นีลย์ โบร์ จึงสร้างแบบจำลองอะตอมใหม่ ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับแบบจำลองอะตอมของ รัทเทอร์ฟอร์ด แต่แตกต่างกันเรื่องการจัดเรียงอิเล็กตรอน ดังนั้นอะตอมประกอบด้วยโปรตอนและนิวตรอนรวมกันเป็น นิวเคลียส โดยมีอิเล็กตรอนวิ่งรอบๆ นิวเคลียสเป็นชั้น ๆ ตามระดับพลังงาน ฉะนั้นแบบจำลองอะตอมของโบร์จึงคล้ายกับ วงจรของดาวเคราะห์รอบดวงอาทิตย์ และเรียกระดับพลังงานที่ใกล้นิวเคลียสที่มีพลังงานต่ำที่สุดนี้ว่าชั้น K และชั้นถัดๆ ไปเป็น L และ M ตามลำดับดังรูป

    รูปแบบจำลองอะตอมของโบร์

    http://sathaporn.exteen.com


    การค้นพบกัมมันตภาพรังสี

    จากทฤษฏีทางอะตอม ทำให้รู้ว่าสสารประกอบด้วยอะตอม และอะตอมประกอบด้วยนิวเคลียสและอิเล็กตรอน โดยภายในนิวเคลียสยังประกอบด้วยอนุภาคนิวตรอนและโปรตอน จากการศึกษาต่อมาพบว่า มีนิวเคลียส ของธาตุบางชนิดสามารถปล่อยรังสีออกมาได้ ดังนั้น กัมมันตภาพรังสีจึงเป็นปรากฏการณ์ที่ธาตุบางชนิดสามารถแผ่รังสีออกมาได้เองตามธรรมชาติ เนื่องจากนิวเคลียสของธาตุนั้นไม่เสถียร จึงเกิดการสลายตัวเป็นนิวเคลียส ของธาตุใหม่ ในที่นี้จะกล่าวถึงชนิดและสมบัติของรังสีที่แผ่ออกมาจากนิวเคลียส การสลายของนิวเคลียสทำให้เกิดนิวเคลียสของธาติใหม่ ตลอดจนกล่าวถึงประโยชน์และโทษของกัมมันตภาพรังสี.น ค.ศ. 1895 วิลเฮล์ม เรินต์เกน(Wilhelm Roentgen) ทำการทดลองเกี่ยวกับรังสีแคโทด ขณะกำลังทดลองได้ค้นพบรังสีชนิดหนึ่งจากการทดลองนี้โดยบังเอิญ รังสีชนิดนี้มีอำนาจทะลุผ่านสูง เคลื่อนที่ได้ไกลและทำให้ สารบางชนิด เช่น แร่แบเรียมแพล-ทิโนไซยาไนต์เกิดการเรื่องแสงได้ ซึ่งรังสีแคโทดไม่มีสมบัติเช่นนี้ เรินต์เกนได้ตั้งชื่อรังสีนี้ว่า รังสีเอกซ์ (X-rays)

    หลังจากเรินต์เกนค้นพบว่ามีรังสีแล้ว ทำให้นักฟิสิกส์หลายท่านหันมาศึกษาเกี่ยวกับสารเรืองแสง ใน ค.ศ. 1869 นักฟิสิกส์ชาวฝรั่งเศสชื่อ เฮนรี เบ็กเคอเรล ได้ทำการ ทดลองโดยใช้สารหลายชนิด พบว่าสารประกอบของยูเรเนียม (เกลือซัลเฟตของยูเรเนียม) คือสารโพแทสเซียมยูเรนิลซัลเฟต ซึ่งถูกคลุมไว้อย่างมิดชิดสามารถแผ่รังสี ทำให้แผ่นฟิล์มถ่ายรูปดำหรือสามารถไอออไนส์แก๊ส ได้ ซึ่งสมบัตินี้คล้ายกับรังสีเอกซ์ แต่รังสีที่แบ็กเคอเรลพบสามารถที่จะปลดปล่อยออกมาจากสารได้ตลอดเวลาเพื่อทดสอบสมมุติฐานที่เขาคิดขึ้น จึงนำยูเรเนียมใส่ไว้ในกล่องตะกั่วซึ่งเบาและแน่นทึบ แล้วตรวจดูผลที่เกิดขึ้นนับ เวลาเป็นเดือน ๆ ปรากฏว่าธาตุยูเรเนียมสามารถที่จะไอออไนส์แก๊สได้ และมีผลต่อฟิล์มถ่ายรูปซึ่งห่อหุ้มมิดชิดด้วยกระดาษสีดำ แสดงว่าธาตุยูเรเนียมแผ่รังสีได้เองตามธรรมชาติ เบ็กเคอเรลจึงเสนอว่ารังสีชนิดนี้เกิดจากธาตุ ยูเรเนียม และเรียกรังสีนี้ว่า รังสียูเรนิก จากการค้นพบรังสีจากธาตุยูเรเนียมของเบ็กเคอเรลทำให้นักฟิสิกส์มีความสงสัยว่ามีธาตุอื่น ๆ อีกหรือไม่ ที่มีการแผ่รังสีเช่นเดียวกับธาตุยูเรเนียม ซึ่งใน จำนวนนี้ก็มี มารี คูรี และสามี ได้ทำการทดลองกับธาตุหลายชนิดและพบว่าธาตุบางชนิด เช่น ทอเรียม เรเดียม และพอโลเนียมมีการแผ่รังสีได้เช่นเดียวกับธาตุยูเรเนียม โดยเรียกรังสีที่ แผ่ออกมาจากธาตุได้เองอย่างต่อเนื่องนี้ว่า กัมมันตภาพรังสี และธาตุที่มีสมบัติในการแผ่รังสีได้เองเรียกว่า ธาตุกัมมันตรังสี ซึ่งจากการศึกษาต่อมาพบว่ารังสีที่แผ่ออกมานั้นออกมาจากนิวเคลียสของอะตอม

      m6062550
    • นายปกรณ์ มรกตพิทยารักษ์ เลขที่ 24
    • นายภาคภูมิ ไหลมนู เลขที่ 31

    HOME

edit @ 21 Feb 2008 16:01:40 by physicsmatayom