2007/May/17

m6062550g4

http://sathaporn.exteen.com/20070517/name6062550

http://members.thai.net/PHYSICSMATAYOM/coulomb/coulomb1.htm

 

JUN16,2550b.e.

m6062550g4coulomb1


input K(N.m^2/C^2) 9.00E+09 C1 D1 E1 F1 G1 H1
Fij=KQiQj/Rij^2 Q2(C) Qj(C);j=1,3,4,5 R2j(m) F2j(N) q(deg) Fx=Fcosq Fy=Fsinq
F21=KQ2Q1/R21^2 1 1 1.00 9.00E+09 270 -1.65E-06 -9.00E+09
F23=KQ2Q3/R23^2 1 1 1.00 9.00E+09 0 9.00E+09 0.00E+00
F24=KQ2Q4/R24^2 1 1 1.41 4.50E+09 225 -3.18E+09 -3.18E+09
F25=KQ2Q5/R25^2 1 1 0.71 1.80E+10 225 -1.27E+10 -1.27E+10
SUMFx,SUMFy B7 C7 D7 ANS1 F7 -6.91E+09 -2.49E+10
SUMFx,SUMFy B8 C8 D8 ANS2 F8 SUMFx SUMFy
SUMF=SQRT(SUMFx^2+SUMFy^2) 2.49E+10 =SQRT($G$7*2+$H$7^2) ANS7 ANS3 F9 ANS5 ANS6
TAN(a)=SUMFy/SUMFx 3.60 =$H$7/$G$7 ANS8 ANS4 F10 G10 H10
a=atan(SUMFy/SUMFx)*180/pi() 74.50 =ATAN($B$10)*180/PI() ANS9 E11 F11 G11 H11

vector_picture


http://sathaporn.exteen.com/images/m6062550g4/m6062550g4coulomb11.GIF


http://sathaporn.exteen.com

 

36 นางสาวรุจิเรศ บุญผ่องศรี F 4

แบบจำลองอะตอมตามทัศนะของทอมสัน

ในปี1895 หลังจากทอมสันได้ค้นพบอิเลคตรอน(จากการหาค่าประจุต่อมวลของอนุภาคในรังสีแคโทด) และเชื่อว่าอะตอมแบ่งแยกได้ โดยมีอิเลคตรอน เป็นส่วนประกอบหนึ่งของอะตอม ทอมสันจึงสร้างแบบจำลองอะตอม ซึ่งแบบจำลองอะตอมของทอมสันจะมีลักษณะดังนี้
1.อะตอมมีลักษณะเป็นทรงกลม
2.เนื้ออะตอมส่วนใหญ่จะเป็นประจุไฟฟ้าบวกและมีประจุลบกระจายอยู่อย่างสม่ำเสมอ
3.ภาวะปกติอะตอมจะเป็นกลางทางไฟฟ้า(มีประจุไฟฟ้าบวกเท่ากับประจุไฟฟ้าลบ)
4. ภาวะปกติอิเลคตรอนจะอยู่นิ่งในอะตอม

อย่างไรก็ตามแบบจำลองอะตอมของทอมสัน มีข้อบกพร่องอยู่หลาย ประการ เช่น
1.ไม่สามารถอธิบายได้ว่าประจุไฟฟ้าบวกยึดกันอยู่ได้อย่างไรทั้งๆที่มีแรงผลักทางคูลอบ์มซึ่งกันและกัน

2.ไม่สามารถอธิบายการเกิดสเปกตรัมได้
3.ธาตุนีออน(Neon)ซึ่งมีอิเลคตรอน 10 ตัว ธาตุโซเดียม(Na)มีอิเลคตรอน 11 ตัวการจัดเรียงตัวของอะตอมก็น่าจะคล้ายๆกันแต่ทำไมอิเลคตรอนตัวที่ 11 ของโซเดียมจึงหลุดจากอะตอมได้ง่ายกว่าอิเลคตรอนตัวที่ 10 ของธาตุนีออน

แบบจำลองอะตอมตามทัศนะของรัทเทอร์ฟอร์ด

(Rutherford Atomic Model)


ในปี ค.ศ. 1911 ไกเกอร์ และ มาร์ซเด็น ได้ใช้เทคนิคเพื่อหาดูว่ามีอะไรอยู่ข้างในอะตอมโดยเขาได้ทำการทดลองตามคำแนะนำของเออร์เนสรัทเทอร์ฟอร์ด โดยใช้อนุภาคแอลฟาซึ่งเป็นอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าบวกที่ถูกส่งออกมาจากสารกัมมันตรังสีด้วยความเร็วสูง โดยอนุภาคแอลฟาก็คืออะตอมของธาตุฮีเลียม(helium)ที่สูญเสียอิเลคตรอนไปทั้งสองตัว เหลือประจุไฟฟ้า +2e เครื่องมือที่ไกเกอร์ มาร์ซเด็น ใช้ทดลองประกอบด้วย กล่องโลหะทรงกระบอก B ภายในมีแผ่นโลหะ F และกล่องโลหะ R โดยวางตัวอย่างสารที่ส่งอนุภาคแอลฟาไว้ในกล่องโลหะ R ด้านหน้าของกล่องโลหะ มีรูเล็กๆเจาะไว้เพื่อทำให้อนุภาคแอลฟาเป็นลำแคบๆซึ่งจะพุ่งไปชนแผ่นโลหะบาง ๆ F เช่นเงิน แพลตินัม และทองคำ โดยข้างหลังแผ่นโลหะ F จะมีกล้องจุลทรรศน์ M ติดอยู่ด้านข้างของกล่อง B โดยกล่อง B และกล้องจุลทรรศน์ M สามารถหมุนไปด้วยกันได้ แต่กล่องโลหะบางและกล่องบรรจุแหล่งกำเนิดอนุภาคแอลฟาอยู่กับที่ ด้านล่างตรงกลางต่อกับท่อ T เพื่อสูบอากาศออก ทำให้ภายในกล่อง B เป็นสุญญากาศ และมีฉากซึ่งฉาบด้วยซิงค์ซัลไฟด์(ZnS)ซึ่งเป็นสารเรืองแสงและจะเรืองแสงวาบออกมาเมื่อถูกอนุภาคแอลฟาชน ติดอยู่กับกล้องจุลทรรศน์ ดังรูป


เมื่อมองทางด้านบน จะเห็นลักษณะดังรูป

แสดงให้เห็นการจัดอุปกรณ์การทดลอง

 

แสดงให้เห็นการเรืองแสงของฉากบริเวณที่อนุภาคแอลฟาวิ่งชน

 

ผลการทดลองจะเห็นการกระเจิงของอนุภาคแอลฟา

แบบจำลองนี้ได้มาจากการทดลองยิงอนุภาคแอลฟ่าเข้าไปยังแผ่นโลหะที่บางมากๆ สังเกตการกระเจิงของอนุภาคแอลฟ่า
จากการทดลองพบว่า
**อนุภาคแอลฟ่าส่วนใหญ่ทะลุผ่านแผ่นโลหะไปตรง ๆ โดยไม่ทำให้แผ่นโลหะเป็นรู
มีเพียงบางส่วนที่เบี่ยงเบนไปจากแนวเดิมเป็นมุมต่าง ๆ กัน และสะท้อนกลับทางเดิมก็มี



แสดงอนุภาคส่วนใหญ่ทะลุผ่านไปตรง ๆ

แสดงอนุภาคแอลฟาที่เบี่ยงเบนไปจากเดิม

ผลจากการทดลองทำให้สร้างรูปร่างของอะตอมที่ควรจะเป็นได้
ถ้าอะตอมเป็นแบบที่ทอมสันคิดไว้(แต่ละบริเวณภายในอะตอมจะมีสิทธิเป็นศูนย์เพราะประจุบวกกับลบกระจายอยู่อย่างสม่ำเสมอ)จะไม่สามารถทำให้อนุภาคแอลฟาเบี่ยงเบนไปจากเดิมเป็นมุมโต ๆ ได้ และโอกาสที่สะท้อนกลับทางเดิมคงไม่มี นั่นแสดงว่าการที่อนุภาคแอลฟาเบี่ยงเบนไปจากแนวเดิม หรือสะท้อนกลับทางเดิมได้แสดงว่าต้องมีแรงผลัก
แล้วแรงผลักนี้มาจากใหน ? และต้องมีค่ามากพอที่ทำให้อนุภาคแอลฟาสะท้อนกลับทางเดิมได้
จากการวิเคราะห์ผลการทดลองพบว่า แรงผลักน่าจะเกิดจากแรงระหว่างประจุไฟ้าของอนุภาคแอลฟาและนิวเคลียส
และการที่อนุภาคแอลฟาทะลุผ่านไปตรง ๆ แสดงว่าภายในอะตอมส่วนใหญ่จะเป็นที่ว่าง
เมื่ออนุภาคแอลฟาวิ่งเข้าใกล้นิวเคลียสก็จะมีแรงผลักทำให้อนุภาคแอลฟาเบี่ยงเบนไปจากแนวเดิม
การที่อนุภาคแอลฟาสะท้อนกลับทางเดิมได้ทั้งนี้เพราะอนุภาคแอลฟาวิ่งเข้าหานิวเคลียสในแนวผ่านจุดศูนย์กลางมวล
จึงทำให้อนุภาคแอลฟาเคลื่อนที่ช้าลง ๆ จนหยุดแล้วจะถูกผลักให้สะท้อนกลับทางเดิม

จากข้อมูลที่ได้จากการทดลองเมื่อวิเคราะห์จะได้อะตอมมีลักษณะรูปร่างดังรูป



แบบจำลองอะตอมตามทัศนะของรัทเทอฟอร์ด
  • อะตอมมีลักษณะเป็นทรงกลม และภายในอะตอมส่วนใหญืจะเป็นที่ว่าง
  • เนื้ออะตอมส่วนใหญ่จะมีประจุไฟฟ้าเป็นบวก และรวมกันเป็นปริมาตรเล็ก ๆ อยู่ที่จุดศูนย์กลางของอะตอม เรียกว่านิวเคลียส
  • อิเลคตรอนจะโคจรอยู่รอบ ๆ นิวเคลียส (ระยะระหว่างนิวเคลียสกับอิเลคตรอนจะเป็นที่ว่าง)
  • ในสภาวะปกติอะตอมเป็นกลางทางไฟฟ้า คือประจุของนิวเคลียสเท่ากับประจุของอิเลคตรอน


มีผู้เปรียบแบบจำลองของรัทเทอฟอรืดกับระบบสุริยะจักรวาล โดยนิวเคลียสคือดวงอาทิตย์และอิเลคตรอนคือดาวเคราะห์ต่าง ๆ

http://sathaporn.exteen.com/images/m6062550g4rujeeres36/ruthatomgif.gif

ข้อบกพร่อง ของแบบจำลองอะตอมตามทัศนะของรัทเทอร์ฟอร์ด
1. ไม่สามารถอธิบายได้ว่าอิเลคตรอนโคจรอยู่รอบ ๆ นิวเคลียสได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่ถูกดูดโดยนิวเคลียส
2. อธิบายไม่ได้ว่า ทำไมการที่อิเลคตรอนโคจรรอบนิวเคลียสเป็นส่วนโค้งของวงกลม แสดงว่าอิเลคตรอน จะต้องมีความเร่งในทิศสู่ศูนย์กลาง ซึ่งตามทฤษฎีของแม็กเวลซ์ถ้าอิเลคตรอนเคลื่อนที่ด้วยความเร่งจะปล่อย คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าออกมาจากตัวเอง ทำให้พลังงานของอิเลคตรอนลดลง และเมื่อพลังงานของอิเลคตรอนลดลง แสดงว่าวงโคจรของอิเลคตรอนจะต้องลดลงด้วย และตามหลักดังกล่าวจะทำให้รัศมีวงโคจรของอิเลคตรอนลดลงเรื่อย ๆ ในที่สุด จะถูกดูดโดยนิวเคลียส
3. ไม่สามารถอธิบายได้ว่าประจุบวกรวมตัวกันเป็นปริมาตรเล็ก ๆ อยู่ที่แกนกลางของอะตอมได้อย่างไร ทั้ง ๆ ที่ประจุบวกมีแรงผลักทางคูลอบ์มซึ่งกันและกัน
4. แบบจำลองไม่ได้อธิบายการจัดเรียงตัวของอิเลคตรอนในอะตอมว่าอิเลคตรอนมีการจัดเรียงตัวกันอย่างไร ในกรณีที่มีอิเลคตรอนหลาย ๆ ตัว


แบบจำลองอะตอมของโบร์

โบร์ได้นำความคิดของพลังค์ และความผิดพลาดที่แบบจำลองอะตอมของรัทเทอร์ฟอร์ดอธิบายไม่ได้มาปรับปรุงแก้ไขเพื่อให้ได้แบบจำลองอะตอมที่ถูกต้องยิ่งขึ้น โบร์จึงตั้งสมมติฐานขึ้นมาเพื่อจะหาแบบจำลองของอะตอม ทั้งนี้เพราะมีบางสิ่งบางอย่างที่โบร์ไม่สามารถอธิบายได้ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น แต่โบร์คิดว่ามันต้องเป็นเช่นนั้นแน่นอน

สมมุติฐานของโบร์ มี 2 ข้อ ดังนี้

1. มีวงโคจรพิเศษเป็นวงๆที่อิเลคตรอนสามารถโคจรรอบนิวเคลียสอยู่ได้โดยไม่สูญเสียพลังงานและในวงโคจรพิเศษนี้ อิเลคตรอนจะมีโมเมนตัมเชิงมุมคงที่และจะมีค่าเป็น จำนวนเต็มเท่าของ()

2.อิเลคตรอนจะรับหรือคายพลังงานก็ต่อเมื่อมีการเปลี่ยนวงโคจรตามข้อ 1 และพลังงานที่รับเข้าไปหรือคายออกมาจะอยู่ในรูปของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า


http://sathaporn.exteen.com

60612 นางสาวชิดชนก ชั้นบุญใส

รังสีแกมมา;0g0

เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีความยาวคลื่นสั้นที่สุดในสเปกตรัมของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า โดยมีย่านความ ยาวคลื่นประมาณ 0.1nm ถึงน้อยกว่า 10-5 nm ในความเป็นจริงช่วงความยาวคลื่นของรังสีแกมมาส่วนหนึ่งคาบเกี่ยวกับรังสีเอกซ์ ดังนั้น ช่วงความยาวคลื่นที่คาบเกี่ยวกันจะจัดเป็นรังสีชนิดใดย่อมขึ้นกับแหล่งกำเนิดของรังสีดังกล่าว รังสีแกมมาเป็นกัมมันตภาพรังสี (radioactivity) ที่เกิดจากสภาวะความไม่เสถียรภายในนิวเคลียสของอะตอมของธาตุที่เป็นไอโซโทปกัมมันตรังสี (radioisotope elements) เบคเคอร์เรล (Antonine Henri Becquerel, 1852-1908) เป็นนักวิทยาศาสตร์คนแรกที่ค้นพบกัมมันตภาพรังสีที่แผ่ออกมาจากธาตุยูเรเนียม ซึ่งมีรังสีทั้งที่เป็นอนุภาค (รังสีอแอลฟา, รังสีบีตา) และรังสีที่เหมือนกับรังสีเอกซ์ ซึ่งต่อมาเรียกรังสีที่เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าพลังงานสูงนี้ว่า รังสีแกมมา (gamma rays) ปัจจุบัน รังสีแกมมาที่ได้จากไอโซโทปกัมมันตรังสีนำมาใช้อย่างกว้างขวางทั้งในวงการแพทย์ เกษตร และอุตสาหกรรม ในทางการแพทย์ใช้รังสีแกมมาทำลายเซลล์มะเร็ง ใช้วินิจฉัยโรคในร่างกาย หรือติดตามการทำงานของอวัยวะภายในร่างกาย เช่น ใช้สารไอโซโทปของธาตุไอโอดินศึกษาการทำงานของต่อมไทรอยด์ ในทางอุตสาหกรรมเกษตรใช้รังสีแกมมาอาบผลผลิตทางการเกษตร เช่นผลไม้ ให้ปราศจากแมลง และเก็บไว้ได้นาน ก่อนบรรจุส่งออกจำหน่าย ด้วยเหตุที่รังสีแกมมามีพลังงานสูงสามารถทะลุทะลวงวัสดุหนาๆได้จึงใช้รังสีชนิดนี้วิเคราะห์โครงสร้างภายในเช่นเดียวกันกับรังสีเอกซ์ แต่สะดวกกว่ารังสีเอกซ์ตรงที่เครื่องกำเนิดมีขนาดเล็กกว่าเคลื่อนย้ายได้สะดวก ไม่ต้องมีระบบระบายความร้อนเหมือนเครื่องฉายรังสีเอกซ์ วิทยาการทางดาราศาสตร์ใช้รังสีแกมมาวิเคราะห์ อวกาศ ดวงดาว และแกแลกซี เช่นเดียวกับการใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าอื่นๆ เพื่อดูว่าแหล่งใดในจักรวาลให้รังสีแกมมาออกมา กล้องโทรทัศน์ที่มีเครื่องตรวจจับรังสีแกมมาติดตั้งครั้งแรกกับดาวเทียม Explorer XI และต่อมาติดตั้งในดาวเทียม CGRO ทำให้การศึกษาโครงสร้างดาว และแกแลกซีได้รายละเอียดมากขึ้น เช่น ดูภาพของดวงอาทิตย์ หลุมดำ หรือดาวนิวตรอนได้ลึกขึ้นซึ่งไม่สามารถมองเห็นได้จากการถ่ายภาพด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าชนิดอื่น รังสีแกมมาเป็นรังสีอันตราย การนำรังสีชนิดมาใช้งานต้องระมัดระวังเป็นอันมาก โดยเฉพาะการใช้รังสีแกมมาและการเก็บแหล่งกำเนิดรังสีชนิดนี้ต้องอยู่ในการควบคุมของหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด วัสดุที่ใช้กั้นรังสีชนิดนี้เป็นแผ่นตะกั่วหนา หรือกำแพงคอนกรีต ส่วนจะเป็นวัสดุชนิดใดหรือหนาเท่าไรขึ้นกับการออกแบบเพื่อใช้งาน เช่น ถ้าใช้สำหรับวิเคราะห์ หรือเครื่องมือตรวจจับภาคสนามจะบรรจุไอโซโทปที่ให้รังสีแกมมาในกล่องบุด้วยตะกั่วหนาที่มีหน้าต่างปิดเปิดอย่างมิดชิด ส่วนในโรงงานฉายรังสีนิยมเก็บแหล่งกำเนิดรังสีแกมมาที่ให้ความแรงรังสีสูงไว้ในห้องใต้ดินที่มีระบบป้องกันรังสีเป็นอย่างดี แล้วมีระบบกลไกอัตโนมัติผลักให้แหล่งกำเนิดรังสีดังกล่าวขึ้นมาในห้องฉายรังสีเมื่อต้องการใช้งาน


รังสีบีตา-1b0

เป็นอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า -1e มีมวลเากับมวลของอิเล็กตรอน รังสีบีตา คือิเล็กตรอน ( ที่มาจากการสลายของนิวเคลียส มิใช่อิเล็กตรอนที่เคลื่อนที่รอบนิวเคลียส ) มีพลังงานประมาณ 1 MeV รังสีบีตาสามารถวิ่งผ่านไปในอากาศได้ประมาณ 0.5 เมตร อำนาจทะลุผ่านของรังสีบีตาจึงมากกว่ารังสีแอลฟา บางครั้งเรียกรังสีบีตาว่า อนุภาคบีตา

รังสีบีตาแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ beta+ ;+1b0ซึ่งมีประจุไฟฟ้า +1e และเรียกว่า โพซิตรอน ( positron ) กับ beta- -1b0ซึ่งมีประจุไฟฟ้า -1e และเรียกว่า เนกาตรอน ( negatron ) ธาตุกัมมันตรังสีส่วนมากจะปล่อย -1b0- ออกมา ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงรังสีบีตามักจะหมายถึง -1b0 เสมอ


รังสีแอลฟา;2a4

รังสีแอลฟา (Alpha Ray) เกิดจากการสลายตัวของนิวเคลียสที่มีขนาดใหญ่และมีมวลมากเพื่อเปลี่ยนแปลงให้เป็นนิวเคลียสที่มีเสถียรภาพสูงขึ้น ซึ่งรังสีนี้ถูกปล่อยออกมาจากนิวเคลียสด้วยพลังงานต่าง ๆ กัน รังสีแอลฟาก็คือนิวเคลียสของฮีเลียม แทนด้วย มีประจุบวกมีขนาดเป็น 2 เท่าของประจุอิเล็กตรอน คือเท่ากับ +2e และมีนิวตรอน อีก 2 นิวตรอน (2n) มีมวลเท่ากับนิวเคลียสของฮีเลียมหรือประมาณ 7000 เท่าของอิเล็กตรอน เนื่องจากมีมวลมากจึงไม่ค่อยเกิดการเบี่ยงเบนง่ายนัก เมื่อวิ่งไปชนสิ่งกีดขวางต่าง ๆ เช่น ผิวหนัง แผ่นกระดาษ จะไม่สามารถผ่านทะลุไปได้ แต่จะถูกดูดซึมได้อย่างรวดเร็วแล้วจะถ่ายทอดพลังงานเกือบทั้งหมดออกไป ทำให้อิเล็กตรอนของอะตอมที่ถูกรังสีแอลฟาชนหลุดออกไป ทำให้เกิดกระบวนการที่เรียกว่า การแตกตัวเป็นไอออน


http://sathaporn.exteen.com


60650

50 นางสาวสุดารัตน์ เพลิดพราว F 4

ธาตุกัมมันตรังสี

ธาตุกัมมันตรังสี (อังกฤษ: radioactive element) คือธาตุพลังงานสูงกลุ่มหนึ่งที่สามารถแผ่รังสี แล้วกลายเป็นอะตอมของธาตุใหม่ได้ มีประวัติการค้นพบดังนี้

1.รังสีเอกซ์ ถูกค้นพบโดย Conrad R?ntgen อย่างบังเอิญเมื่อปี ค.ศ. 1895

2.ยูเรเนียม (Uranium) ค้นพบโดย Becquerel เมื่อปี ค.ศ. 1896 โดยเมื่อเก็บยูเรเนียมไว้กับฟิล์มถ่ายรูป ในที่มิดชิด ฟิล์มจะมีลักษณะ เหมือนถูกแสง จึงสรุปได้ว่าน่าจะมีการแผ่รังสีออกมาจากธาตุยูเรเนียม เขาจึงตั้งชื่อว่า Becquerel Radiation

3.พอโลเนียม (Polonium) ถูกค้นพบและตั้งชื่อโดย มารี กูรี ตามชื่อบ้านเกิด (โปแลนด์) เมื่อปี ค.ศ. 1898 หลังจากการสกัดเอายูเรเนียมออกจาก Pitchblende หมดแล้ว แต่ยังมีการแผ่รังสีอยู่ สรุปได้ว่ามีธาตุอื่นที่แผ่รังสีได้อีกแฝงอยู่ใน Pitchblende นอกจากนี้ กูรียังได้ตั้งชื่อเรียกธาตุที่แผ่รังสีได้ว่า ธาตุกัมมันตรังสี (Radioactive Element) และเรียกรังสีนี้ว่า กัมมันตภาพรังสี (Radioactivity)

4.เรเดียม (Radium) ถูกตั้งชื่อไว้เมื่อปี ค.ศ. 1898 หลังจากสกัดเอาพอโลเนียมออกจากพิตช์เบลนด์หมดแล้ว พบว่ายังคงมีการแผ่รังสี จึงสรุปว่ามีธาตุอื่นที่แผ่รังสีได้อีกใน Pitchblende ในที่สุดกูรีก็สามารถสกัดเรเดียมออกมาได้จริง ๆ จำนวน 0.1 กรัม ในปี ค.ศ. 1902

ส่วนรังสีที่แผ่ออกมาจากธาตุนั้น แบ่งเป็น 3 ชนิดคือ

รังสีแอลฟา คุณสมบัติ เป็นนิวเคลียสของอะตอมฮีเลียม (4 2He) มี p+ และ n อย่างละ 2 อนุภาค ประจุ +2 เลขมวล 4 อำนาจทะลุทะลวงต่ำ เบี่ยงเบนในสนามไฟฟ้าเข้าหาขั้วลบ

รังสีบีตา คุณสมบัติ เหมือน e- อำนาจทะลุทะลวงสูงกว่า แอลฟา 100 เท่า ความเร็วใกล้เสียง เบี่ยงเบนในสนามไฟฟ้าเข้าหาขั้วบวก

รังสีแกมมา คุณสมบัติเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic Wave) ที่มีความยาวคลื่นสั้นมากไม่มีประจุและไม่มีมวล อำนาจทะลุทะลวงสูงมาก ไม่เบี่ยงเบนในสนามไฟฟ้า เกิดจากการที่ธาตุแผ่รังสีแอลฟาและแกมมาแล้วยังไม่เสถียร มีพลังงานสูง จึงแผ่เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อลดระดับพลังงาน


                                                       กัมมันตภาพรังสี

การเกิดกัมมันตภาพรังสี

1. เกิดจากนิวเคลียสในสภาวะพื้นฐานได้รับพลังงาน ทำให้นิวเคลียสกระโดดไปสู่ระดับพลังงานสูงขึ้น ก่อนกลับสู่สภาวะพื้นฐาน นิวเคลียสจะคายพลังงานออกมาในรูปรังสีแกมมา

2. เกิดจากนิวเคลียสที่อยู่ในสภาพเสถียร แต่มีอนุภาคไม่สมดุล นิวเคลียสจะปรับตัวแล้วคายอนุภาคที่ไม่สมดุลออกมาเป็นอนุภาคแอลฟาหรือเบตา

คุณสมบัติของกัมมันตภาพรังสี

1. เดินทางเป็นเส้นตรง

2. บางชนิดเกิดการเลี้ยวเบนเมื่อผ่านสนามแม่เหล็กและสนามไฟฟ้า

3. มีอำนาจในการทะลุสารต่างๆ ได้ดี

4. เมื่อผ่านสารต่างๆจะสูญเสียพลังงานไปโดยการทำให้สารนั้นแตกตัวเป็นอิออน ซึ่งอิออนเหล่านั้นจะก่อให้เกิดปรากฏการณ์อื่นๆ เช่น ปฏิกิริยาเคมี เกิดรอยดำบนฟิล์มถ่ายรูป


edit @ 26 Jan 2008 12:33:14 by physicsmatayom

edit @ 26 Jan 2008 12:36:07 by physicsmatayom

edit @ 27 Jan 2008 20:39:43 by physicsmatayom