m6062550g8
tanakorn60620
http://sathaporn.exteen.com
-
ผู้จัดทำ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่6/6 ปีการศึกษา2550
- นายอนุชิต ตุงธนบดี เลขที่ 52
- นายสุขุมพันธ์ พรหมเดเวช เลขที่ 49
-
ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก
- 1.แสงเป็นคลื่น เมื่อตกกระทบโลหะจะถ่ายเทพลังงานให้อะตอมโลหะ การถ่ายเทต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง เมื่ออิเล็กตรอนในอะตอมของได้รับพลังงาน จะสะสมพลังงานจนมากพอที่จะเอาชนะแรงดึงดูดของนิวเคลียส มันจะหลุดออกมาเป็นโฟโตอิเล็กตรอน (Photoelectron )
- 2.แสงความเข้มสูง จะมีพลังงานมาก (ไม่ว่าความถี่เท่าใดก็ตาม) เมื่อตกกระทบโลหะ จะเกิดโฟโตอิเล็กตรอนอย่างรวดเร็วหรือเกือบจะทันที และมีพลังงานจลน์มาก
- 3.แสงความเข้มน้อย (แม้ความถี่จะมาก) เมื่อตกกระทบโลหะ ก็ทำให้เกิดโฟโตอิเล็กตรอนได้ แต่ต้องใช้เวลานาน และพลังงานจลน์ของโฟโตอิเล็กตรอนมีไม่มาก
เป็นปรากฏการณ์ที่แสงความถี่สูงตกกระทบผิวโลหะแล้วมีอิเล็กตรอนหลุด ปัจจุบันนี้พบว่า วัตถุทุกชนิด ทั้งของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซ เมื่อแสงความถี่สูงตกกระทบเกิดปรากฏการณ์ โฟโตอิเล็กทริก ทั้งนั้น
การอธิบายปรากฏการณ์นี้นั้น ระยะแรกใช้ทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้าของแมกเวลล์ โดยอธิบายว่า
-
ถ้าอธิบายโดยใช้ทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้าของแมกเวลล์แสงทุกความถี่ทำให้เกิด โฟโตอิเล็กตรอนได้เสมอพลังงานจลน์ของโฟโตอิเล็กตรอนขึ้นกับความเข้มแสงไม่ขึ้นกับความถี่
- 1.แสงที่มีความถี่ต่ำกว่าค่าๆ หนึ่ง (ขึ้นกับชนิดของโลหะ) จะไม่ทำให้เกิดโฟโตอิเล็กตรอน แม้จะมีความเข้มมาก โลหะแต่ละชนิดจะมีความถี่ค่าหนึ่งที่พอดีเกิดโฟโตอิเล็กตรอนเรียกความถี่ค่านี้ว่า “ความถี่ขีดเริ่ม ( Threshold frequency)”
- 2.แสงความถี่สูงจะทำให้เกิดโฟโตอิเล็กตรอนมีพลังงานจลน์มากกว่าแสงที่มีความถี่ต่ำ
- 3.ความเข้มแสงมีผลหรือแปรตรงกับจำนวนโฟโตอิเล็กตรอน แต่ไม่มีผลต่อพลังงานจลน์ของโฟโตอิเล็กตรอน
ในการวัดพลังงานจลน์มากสุดของโฟโตอิเล็กตรอน จะทดลองในหลอดสุญญากาศความดันต่ำ เมื่อแสงกระทบโลหะขั้วแคโทด Cจะมี อิเล็กตรอนหลุดแล้วเคลื่อนที่มาขั้วแอโนด Aทำให้มีกระแสไฟฟ้าในวงจรจากนั้นใส่สนามไฟฟ้าสม่ำเสมอทิศเดียวกับทิศการ เคลื่อนที่ของโฟโตอิเล็กตรอน (ให้ขั้ว Aมีศักย์เป็นลบเมื่อเทียบกับ C)ซึ่งทำให้เกิดแรงไฟฟ้าในทิศตรงข้ามกับทิศการเคลื่อนที่ของโฟโตอิเล็กตรอน ทำให้อัตราเร็วลดลง จำนวนโฟโตอิเล็กตรอนที่วิ่งมาถึงขั้ว A จะลดลง โดยสังเกตได้จากกระแสลดลง และถ้าเพิ่มขนาดสนามไฟฟ้าจนกระทั่งโฟโตอิเล็กตรอนตัวที่มีพลังงานจลน์มาก สุดเกือบจะถึงขั้ว A( แต่ไม่ถึง )ในกรณีนี้พลังงานจลน์สูงสุดของโฟโตอิเล็กตรอน จะเท่ากับผลต่างของพลังงานศักย์ไฟฟ้าระหว่างขั้ว Aและ Cพอดี ซึ่งขณะนี้จะไม่มีกระแสในวงจร ถ้าให้ พลังงานศักย์ไฟฟ้าระหว่างขั้ว Aและ Cเป็นeVเมื่อVเป็นความต่างศักย์ระหว่างขั้ว Aและ Cที่พอดีทำให้กระแสไฟฟ้าในวงจรเป็นศูนย์ นิยมเรียก Vว่า “ความต่างศักย์หยุดยั้ง( Stopping potential) ” ดังนั้นเราจะได้ความสัมพันธ์ตามสมการ
เมื่อ eคือปริมาณประจุของโฟโตอิเล็กตรอนซึ่งก็คืออิเล็กตรอนนั่นเอง เมื่อสรุปโดยรวมเราจะได้สมการความสัมพันธ์ของของปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริกได้ดังนี้ เมื่อ e คือปริมาณประจุของโฟโตอิเล็กตรอนซึ่งก็คืออิเล็กตรอนนั่นเอง เมื่อสรุปโดยรวมเราจะได้สมการความสัมพันธ์ของของปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริกได้ดังนี้
จะเห็นว่า ทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้าของแมกเวลล์ ไธิบายได้ถูกต้อง
แต่ผลการทดลองจริง พบว่า
-
แต่ไอน์สไตน์สามารถอธิบายได้ถูกต้อง ดังนี้
- 1.แสงเป็นก้อนพลังงาน เรียกว่า “ควอนตัมพลังงาน” หรือโฟตอนซึ่งแต่ละโฟตอนมีพลังงานตามสมการE=hf
- 2.เมื่อแสงหรือโฟตอนกระทบโลหะ จะถ่ายโอนพลังงานให้อิเล็กf ในลักษณะ 1 โฟตอน ถ่ายเทให้อิเล็กตรอน 1 ตัว
- 3.ถ้าพลังงานของ 1 โฟตอน ที่อิเล็กตรอนได้รับเท่ากับหรือมากกว่าพลังงานที่โลหะยึดอิเล็กตรอนไว้(W)อิเล็กตรอนจะหลุดจากอะตอมเป็นโฟโตอิเล็กตรอน แต่ถ้าน้อยกว่าจะไม่ถ่ายโอนแม้แสงจะมีความเข้มมาก อิเล็กตรอนจะนำพลังงานที่ได้รับไปหักล้างกับพลังงานยึดเหนี่ยวของอะตอมให้หลุดเป็นโฟโตอิเล็กตรอน พลังงานจลน์ของโฟโตอิเล็กตรอนจึง เท่ากับ hf-W
เมื่อ W คือ พลังงานที่โลหะยึดอิเล็กตรอน เรียกว่า “ฟังก์ชั่นงาน” (Work function ) - 4.เนื่องจากอะตอมแต่ละชนิดมีพลังงานยึดเหนี่ยวไม่เท่ากัน โฟโตอิเล็กตรอนจึงมีพลังงานจลน์ไม่เท่ากัน พลังงานจลน์มากที่สุดของโฟโตอิเล็กตรอน(Ek)max หาจากสมการ
(Ek)max=hf-W - 5.ถ้าโฟตอนแสงมีพลังงานน้อยกว่า W จะไม่มีโฟโตอิเล็กตรอนหจะมีโฟโตอิเล็กตรอนพอดีหลุดแต่ไม่มีพลังงานจลน์ ((Ek)max=0) เราเรียกความถี่แสงที่โฟตอนมีพลังงานเท่ากับ W ว่า “ความถี่ขีดเริ่ม” (f0) ซึ่งค่า (f0) จะแตกต่างกันตามชนิดโลหะ ดังนั้นที่ความถี่ขีดเริ่มพลังงานโฟตอน (hf0) จะเท่ากับพลังงานนิวเคลียสยึดอิเล็กตรอนไว้ (W) ตามความสัมพันธ์
W=hf0 ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก เป็นปรากฏการณ์ที่แสงความถี่สูงตกกระทบผิวโลหะแล้วมีอิเล็กตรอนหลุด ปัจจุบันนี้พบว่า วัตถุทุกชนิด ทั้งของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซ เมื่อแสงความถี่สูงตกกระทบเกิดปรากฏการณ์ โฟโตอิเล็กทริก ทั้งนั้น
การอธิบายปรากฏการณ์นี้นั้น ระยะแรกใช้ทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้าของแมกเวลล์ โดยอธิบายว่า
1.แสงเป็นคลื่น เมื่อตกกระทบโลหะจะถ่ายเทพลังงานให้อะตอมโลหะ การถ่ายเทต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง เมื่ออิเล็กตรอนในอะตอมของได้รับพลังงาน จะสะสมพลังงานจนมากพอที่จะเอาชนะแรงดึงดูดของนิวเคลียส มันจะหลุดออกมาเป็นโฟโตอิเล็กตรอน (Photoelectron )
2.แสงความเข้มสูง จะมีพลังงานมาก (ไม่ว่าความถี่เท่าใดก็ตาม) เมื่อตกกระทบโลหะ จะเกิดโฟโตอิเล็กตรอนอย่างรวดเร็วหรือเกือบจะทันที และมีพลังงานจลน์มาก
3.แสงความเข้มน้อย (แม้ความถี่จะมาก) เมื่อตกกระทบโลหะ ก็ทำให้เกิดโฟโตอิเล็กตรอนได้ แต่ต้องใช้เวลานาน และพลังงานจลน์ของโฟโตอิเล็กตรอนมีไม่มาก
สรุปว่า
ถ้าอธิบายโดยใช้ทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้าของแมกเวลล์แสงทุกความถี่ทำให้เกิด โฟโตอิเล็กตรอนได้เสมอพลังงานจลน์ของโฟโตอิเล็กตรอนขึ้นกับความเข้มแสงไม่ขึ้นกับความถี่
-
แต่ผลการทดลองจริง พบว่า
- 1.แสงที่มีความถี่ต่ำกว่าค่าๆ หนึ่ง (ขึ้นกับชนิดของโลหะ) จะไม่ทำให้เกิดโฟโตอิเล็กตรอน แม้จะมีความเข้มมาก โลหะแต่ละชนิดจะมีความถี่ค่าหนึ่งที่พอดีเกิดโฟโตอิเล็กตรอนเรียกความถี่ค่านี้ว่า “ความถี่ขีดเริ่ม ( Threshold frequency)”
- 2.แสงความถี่สูงจะทำให้เกิดโฟโตอิเล็กตรอนมีพลังงานจลน์มากกว่าแสงที่มีความถี่ต่ำ
- 3.ความเข้มแสงมีผลหรือแปรตรงกับจำนวนโฟโตอิเล็กตรอน แต่ไม่มีผลต่อพลังงานจลน์ของโฟโตอิเล็กตรอน
ในการวัดพลังงานจลน์มากสุดของโฟโตอิเล็กตรอน จะทดลองในหลอดสุญญากาศความดันต่ำ เมื่อแสงกระทบโลหะขั้วแคโทด Cจะมี อิเล็กตรอนหลุดแล้วเคลื่อนที่มาขั้วแอโนด Aทำให้มีกระแสไฟฟ้าในวงจรจากนั้นใส่สนามไฟฟ้าสม่ำเสมอทิศเดียวกับทิศการ เคลื่อนที่ของโฟโตอิเล็กตรอน (ให้ขั้ว Aมีศักย์เป็นลบเมื่อเทียบกับ C)ซึ่งทำให้เกิดแรงไฟฟ้าในทิศตรงข้ามกับทิศการเคลื่อนที่ของโฟโตอิเล็กตรอน ทำให้อัตราเร็วลดลง จำนวนโฟโตอิเล็กตรอนที่วิ่งมาถึงขั้ว A จะลดลง โดยสังเกตได้จากกระแสลดลง และถ้าเพิ่มขนาดสนามไฟฟ้าจนกระทั่งโฟโตอิเล็กตรอนตัวที่มีพลังงานจลน์มาก สุดเกือบจะถึงขั้ว A( แต่ไม่ถึง )ในกรณีนี้พลังงานจลน์สูงสุดของโฟโตอิเล็กตรอน จะเท่ากับผลต่างของพลังงานศักย์ไฟฟ้าระหว่างขั้ว Aและ Cพอดี ซึ่งขณะนี้จะไม่มีกระแสในวงจร ถ้าให้ พลังงานศักย์ไฟฟ้าระหว่างขั้ว Aและ Cเป็นeVเมื่อVเป็นความต่างศักย์ระหว่างขั้ว Aและ Cที่พอดีทำให้กระแสไฟฟ้าในวงจรเป็นศูนย์ นิยมเรียก Vว่า “ความต่างศักย์หยุดยั้ง( Stopping potential) ” ดังนั้นเราจะได้ความสัมพันธ์ตามสมการ
Ekmax=eVs
เมื่อ eคือปริมาณประจุของโฟโตอิเล็กตรอนซึ่งก็คืออิเล็กตรอนนั่นเอง เมื่อสรุปโดยรวมเราจะได้สมการความสัมพันธ์ของของปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริกได้ดังนี้ เมื่อ e คือปริมาณประจุของโฟโตอิเล็กตรอนซึ่งก็คืออิเล็กตรอนนั่นเอง เมื่อสรุปโดยรวมเราจะได้สมการความสัมพันธ์ของของปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริกได้ดังนี้
Ekmax=eVs=(1/2)mvmax2=hf-W จะเห็นว่า ทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้าของแมกเวลล์ ได้ธิบายได้ถูกต้อง
HOME
จุดประสงค์ที่ 26 บอกความหมายของเลขมวล เลขอะตอม นิวคลีออน และเขียนสัญลักษณ์ของธาตุต่างๆได้
-
NUCLEAR STRUCTURE
- MASS NUMBER(A)
- ATOMIC NUMBER(Z)
- NUCLEUS SYMBOL AZX
เลขมวล (Atom mass number) หมายถึงจำนวนนิวคลีออนทั้งหมดที่อยู่ในนิวเคลียส สัญลักษณ์ของเลขมวลแทนด้วย A เลขอะตอม (Atomic number) หมายถึงจำนวนโปรตอนที่มีอยู่ในนิวเคลียส แต่เนื่องจากอะตอมเป็นกลางทางไฟฟ้า ดังนั้นจำนวนโปรตอนจึงเท่ากับจำนวนอิเล็กตรอน สัญลักษณ์ของเลขอะตอมแทนด้วย Z นิวคลีออน (Nucleon) หมายถึง อนุภาคที่รวมกันกันเป็นนิวเคลียส เพราะว่าในนิวเคลียสประกอบด้วยโปรตอนและนิวตรอน ดังนั้นอนุภาคทั้งสองต่างก็เป็นนิวคลีออน รูปทั่วไปของสัญลักษณ์นิวเคลียส
AZX
-
ตัวอย่างสัญลักษณ์ของนิวเคลียส
- 23892U เป็นสัญลักษณ์ของนิวเคลียสของธาตุยูเรเนียมที่มี โปรตอน 92 ตัวหรือมีประจุไฟฟ้า +92e และรวมของจำนวนโปรตอนกับนิวตรอนเป็น 238 นั่นคือมีนิวตรอน 146 ตัว
- 42He อนุภาคแอลฟาที่เป็นนิวเคลียสของฮีเลียมมีเลขมวลเท่ากับ 4 และเลขอะตอมเท่ากับ 2
- 0-1bคืออนุภาคบีตา
-
สัญลักษณ์ธาตุ 20ธาตุแรก
- 11H ไฮโดรเจน
- 42He ฮีเลียม
- 73Li ลิเทียม
- 94Be เบริลเรียม
- 115B โบรอน
- 126C คาร์บอน
- 147N ไนโตรเจน
- 168O ออกซิเจน
- 199F ฟลูออรีน
- 2010Ne นีออน
- 2311Na โซเดียม
- 2412Mg แมกนีเซียม
- 2713Al อะลูมิเนียม
- 2814Si ซิลิคอน
- 3115P ฟอสฟอรัส
- 3216S กำมะถัน
- 3517Cl คลอรีน
- 4018Ar อาร์กอน
- 3919K โพแทสเซียม
- 4020Ca แคลเซียม
-
ผู้จัดทำ
- น.ส.จุฑามาศ วิเศษชู ชั้น ม.6/6 เลขที่ 8 กลุ่มที่ 2
- Chutamas wisetchu
- น.ส.รจนพรรณ บพิตรสุวรรณ ชั้น ม.6/6 เลขที่ 44 กลุ่มที่ 8
- Rodchanapun Bopitsuwun
ขอบคุณค่ะ HOME
edit @ 19 Feb 2008 23:04:24 by physicsmatayom
edit @ 19 Feb 2008 23:07:01 by physicsmatayom
edit @ 25 Feb 2008 19:56:09 by physicsmatayom


