2007/May/17

m6062550g8

http://sathaporn.exteen.com/20070517/name6062550

tanakorn60620

http://www.thanakorn32.th.gs/web-t/hanakorn32/index.htm


http://sathaporn.exteen.com




    ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก
    เป็นปรากฏการณ์ที่แสงความถี่สูงตกกระทบผิวโลหะแล้วมีอิเล็กตรอนหลุด ปัจจุบันนี้พบว่า วัตถุทุกชนิด ทั้งของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซ เมื่อแสงความถี่สูงตกกระทบเกิดปรากฏการณ์ โฟโตอิเล็กทริก ทั้งนั้น
    การอธิบายปรากฏการณ์นี้นั้น ระยะแรกใช้ทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้าของแมกเวลล์ โดยอธิบายว่า
  • 1.แสงเป็นคลื่น เมื่อตกกระทบโลหะจะถ่ายเทพลังงานให้อะตอมโลหะ การถ่ายเทต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง เมื่ออิเล็กตรอนในอะตอมของได้รับพลังงาน จะสะสมพลังงานจนมากพอที่จะเอาชนะแรงดึงดูดของนิวเคลียส มันจะหลุดออกมาเป็นโฟโตอิเล็กตรอน (Photoelectron )
  • 2.แสงความเข้มสูง จะมีพลังงานมาก (ไม่ว่าความถี่เท่าใดก็ตาม) เมื่อตกกระทบโลหะ จะเกิดโฟโตอิเล็กตรอนอย่างรวดเร็วหรือเกือบจะทันที และมีพลังงานจลน์มาก
  • 3.แสงความเข้มน้อย (แม้ความถี่จะมาก) เมื่อตกกระทบโลหะ ก็ทำให้เกิดโฟโตอิเล็กตรอนได้ แต่ต้องใช้เวลานาน และพลังงานจลน์ของโฟโตอิเล็กตรอนมีไม่มาก
สรุปว่า
    ถ้าอธิบายโดยใช้ทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้าของแมกเวลล์แสงทุกความถี่ทำให้เกิด โฟโตอิเล็กตรอนได้เสมอพลังงานจลน์ของโฟโตอิเล็กตรอนขึ้นกับความเข้มแสงไม่ขึ้นกับความถี่
    แต่ผลการทดลองจริง พบว่า
  • 1.แสงที่มีความถี่ต่ำกว่าค่าๆ หนึ่ง (ขึ้นกับชนิดของโลหะ) จะไม่ทำให้เกิดโฟโตอิเล็กตรอน แม้จะมีความเข้มมาก โลหะแต่ละชนิดจะมีความถี่ค่าหนึ่งที่พอดีเกิดโฟโตอิเล็กตรอนเรียกความถี่ค่านี้ว่า “ความถี่ขีดเริ่ม ( Threshold frequency)”
  • 2.แสงความถี่สูงจะทำให้เกิดโฟโตอิเล็กตรอนมีพลังงานจลน์มากกว่าแสงที่มีความถี่ต่ำ
  • 3.ความเข้มแสงมีผลหรือแปรตรงกับจำนวนโฟโตอิเล็กตรอน แต่ไม่มีผลต่อพลังงานจลน์ของโฟโตอิเล็กตรอน
    ในการวัดพลังงานจลน์มากสุดของโฟโตอิเล็กตรอน จะทดลองในหลอดสุญญากาศความดันต่ำ เมื่อแสงกระทบโลหะขั้วแคโทด Cจะมี อิเล็กตรอนหลุดแล้วเคลื่อนที่มาขั้วแอโนด Aทำให้มีกระแสไฟฟ้าในวงจรจากนั้นใส่สนามไฟฟ้าสม่ำเสมอทิศเดียวกับทิศการ เคลื่อนที่ของโฟโตอิเล็กตรอน (ให้ขั้ว Aมีศักย์เป็นลบเมื่อเทียบกับ C)ซึ่งทำให้เกิดแรงไฟฟ้าในทิศตรงข้ามกับทิศการเคลื่อนที่ของโฟโตอิเล็กตรอน ทำให้อัตราเร็วลดลง จำนวนโฟโตอิเล็กตรอนที่วิ่งมาถึงขั้ว A จะลดลง โดยสังเกตได้จากกระแสลดลง และถ้าเพิ่มขนาดสนามไฟฟ้าจนกระทั่งโฟโตอิเล็กตรอนตัวที่มีพลังงานจลน์มาก สุดเกือบจะถึงขั้ว A( แต่ไม่ถึง )ในกรณีนี้พลังงานจลน์สูงสุดของโฟโตอิเล็กตรอน จะเท่ากับผลต่างของพลังงานศักย์ไฟฟ้าระหว่างขั้ว Aและ Cพอดี ซึ่งขณะนี้จะไม่มีกระแสในวงจร ถ้าให้ พลังงานศักย์ไฟฟ้าระหว่างขั้ว Aและ Cเป็นeVเมื่อVเป็นความต่างศักย์ระหว่างขั้ว Aและ Cที่พอดีทำให้กระแสไฟฟ้าในวงจรเป็นศูนย์ นิยมเรียก Vว่า “ความต่างศักย์หยุดยั้ง( Stopping potential) ” ดังนั้นเราจะได้ความสัมพันธ์ตามสมการ
    เมื่อ eคือปริมาณประจุของโฟโตอิเล็กตรอนซึ่งก็คืออิเล็กตรอนนั่นเอง เมื่อสรุปโดยรวมเราจะได้สมการความสัมพันธ์ของของปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริกได้ดังนี้ เมื่อ e คือปริมาณประจุของโฟโตอิเล็กตรอนซึ่งก็คืออิเล็กตรอนนั่นเอง เมื่อสรุปโดยรวมเราจะได้สมการความสัมพันธ์ของของปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริกได้ดังนี้
    จะเห็นว่า ทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้าของแมกเวลล์ ไธิบายได้ถูกต้อง
    แต่ไอน์สไตน์สามารถอธิบายได้ถูกต้อง ดังนี้
  1. 1.แสงเป็นก้อนพลังงาน เรียกว่า “ควอนตัมพลังงาน” หรือโฟตอนซึ่งแต่ละโฟตอนมีพลังงานตามสมการE=hf
  2. 2.เมื่อแสงหรือโฟตอนกระทบโลหะ จะถ่ายโอนพลังงานให้อิเล็กf ในลักษณะ 1 โฟตอน ถ่ายเทให้อิเล็กตรอน 1 ตัว
  3. 3.ถ้าพลังงานของ 1 โฟตอน ที่อิเล็กตรอนได้รับเท่ากับหรือมากกว่าพลังงานที่โลหะยึดอิเล็กตรอนไว้(W)อิเล็กตรอนจะหลุดจากอะตอมเป็นโฟโตอิเล็กตรอน แต่ถ้าน้อยกว่าจะไม่ถ่ายโอนแม้แสงจะมีความเข้มมาก อิเล็กตรอนจะนำพลังงานที่ได้รับไปหักล้างกับพลังงานยึดเหนี่ยวของอะตอมให้หลุดเป็นโฟโตอิเล็กตรอน พลังงานจลน์ของโฟโตอิเล็กตรอนจึง เท่ากับ hf-W
    เมื่อ W คือ พลังงานที่โลหะยึดอิเล็กตรอน เรียกว่า “ฟังก์ชั่นงาน” (Work function )
  4. 4.เนื่องจากอะตอมแต่ละชนิดมีพลังงานยึดเหนี่ยวไม่เท่ากัน โฟโตอิเล็กตรอนจึงมีพลังงานจลน์ไม่เท่ากัน พลังงานจลน์มากที่สุดของโฟโตอิเล็กตรอน(Ek)max หาจากสมการ

    (Ek)max=hf-W
  5. 5.ถ้าโฟตอนแสงมีพลังงานน้อยกว่า W จะไม่มีโฟโตอิเล็กตรอนหจะมีโฟโตอิเล็กตรอนพอดีหลุดแต่ไม่มีพลังงานจลน์ ((Ek)max=0) เราเรียกความถี่แสงที่โฟตอนมีพลังงานเท่ากับ W ว่า “ความถี่ขีดเริ่ม” (f0) ซึ่งค่า (f0) จะแตกต่างกันตามชนิดโลหะ ดังนั้นที่ความถี่ขีดเริ่มพลังงานโฟตอน (hf0) จะเท่ากับพลังงานนิวเคลียสยึดอิเล็กตรอนไว้ (W) ตามความสัมพันธ์
    W=hf0 ปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริก เป็นปรากฏการณ์ที่แสงความถี่สูงตกกระทบผิวโลหะแล้วมีอิเล็กตรอนหลุด ปัจจุบันนี้พบว่า วัตถุทุกชนิด ทั้งของแข็ง ของเหลว หรือก๊าซ เมื่อแสงความถี่สูงตกกระทบเกิดปรากฏการณ์ โฟโตอิเล็กทริก ทั้งนั้น

    การอธิบายปรากฏการณ์นี้นั้น ระยะแรกใช้ทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้าของแมกเวลล์ โดยอธิบายว่า
    1.แสงเป็นคลื่น เมื่อตกกระทบโลหะจะถ่ายเทพลังงานให้อะตอมโลหะ การถ่ายเทต้องใช้เวลาระยะหนึ่ง เมื่ออิเล็กตรอนในอะตอมของได้รับพลังงาน จะสะสมพลังงานจนมากพอที่จะเอาชนะแรงดึงดูดของนิวเคลียส มันจะหลุดออกมาเป็นโฟโตอิเล็กตรอน (Photoelectron )
    2.แสงความเข้มสูง จะมีพลังงานมาก (ไม่ว่าความถี่เท่าใดก็ตาม) เมื่อตกกระทบโลหะ จะเกิดโฟโตอิเล็กตรอนอย่างรวดเร็วหรือเกือบจะทันที และมีพลังงานจลน์มาก
    3.แสงความเข้มน้อย (แม้ความถี่จะมาก) เมื่อตกกระทบโลหะ ก็ทำให้เกิดโฟโตอิเล็กตรอนได้ แต่ต้องใช้เวลานาน และพลังงานจลน์ของโฟโตอิเล็กตรอนมีไม่มาก
    สรุปว่า
    ถ้าอธิบายโดยใช้ทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้าของแมกเวลล์แสงทุกความถี่ทำให้เกิด โฟโตอิเล็กตรอนได้เสมอพลังงานจลน์ของโฟโตอิเล็กตรอนขึ้นกับความเข้มแสงไม่ขึ้นกับความถี่
      แต่ผลการทดลองจริง พบว่า
    • 1.แสงที่มีความถี่ต่ำกว่าค่าๆ หนึ่ง (ขึ้นกับชนิดของโลหะ) จะไม่ทำให้เกิดโฟโตอิเล็กตรอน แม้จะมีความเข้มมาก โลหะแต่ละชนิดจะมีความถี่ค่าหนึ่งที่พอดีเกิดโฟโตอิเล็กตรอนเรียกความถี่ค่านี้ว่า “ความถี่ขีดเริ่ม ( Threshold frequency)”
    • 2.แสงความถี่สูงจะทำให้เกิดโฟโตอิเล็กตรอนมีพลังงานจลน์มากกว่าแสงที่มีความถี่ต่ำ
    • 3.ความเข้มแสงมีผลหรือแปรตรงกับจำนวนโฟโตอิเล็กตรอน แต่ไม่มีผลต่อพลังงานจลน์ของโฟโตอิเล็กตรอน
      ในการวัดพลังงานจลน์มากสุดของโฟโตอิเล็กตรอน จะทดลองในหลอดสุญญากาศความดันต่ำ เมื่อแสงกระทบโลหะขั้วแคโทด Cจะมี อิเล็กตรอนหลุดแล้วเคลื่อนที่มาขั้วแอโนด Aทำให้มีกระแสไฟฟ้าในวงจรจากนั้นใส่สนามไฟฟ้าสม่ำเสมอทิศเดียวกับทิศการ เคลื่อนที่ของโฟโตอิเล็กตรอน (ให้ขั้ว Aมีศักย์เป็นลบเมื่อเทียบกับ C)ซึ่งทำให้เกิดแรงไฟฟ้าในทิศตรงข้ามกับทิศการเคลื่อนที่ของโฟโตอิเล็กตรอน ทำให้อัตราเร็วลดลง จำนวนโฟโตอิเล็กตรอนที่วิ่งมาถึงขั้ว A จะลดลง โดยสังเกตได้จากกระแสลดลง และถ้าเพิ่มขนาดสนามไฟฟ้าจนกระทั่งโฟโตอิเล็กตรอนตัวที่มีพลังงานจลน์มาก สุดเกือบจะถึงขั้ว A( แต่ไม่ถึง )ในกรณีนี้พลังงานจลน์สูงสุดของโฟโตอิเล็กตรอน จะเท่ากับผลต่างของพลังงานศักย์ไฟฟ้าระหว่างขั้ว Aและ Cพอดี ซึ่งขณะนี้จะไม่มีกระแสในวงจร ถ้าให้ พลังงานศักย์ไฟฟ้าระหว่างขั้ว Aและ Cเป็นeVเมื่อVเป็นความต่างศักย์ระหว่างขั้ว Aและ Cที่พอดีทำให้กระแสไฟฟ้าในวงจรเป็นศูนย์ นิยมเรียก Vว่า “ความต่างศักย์หยุดยั้ง( Stopping potential) ” ดังนั้นเราจะได้ความสัมพันธ์ตามสมการ

      Ekmax=eVs
      เมื่อ eคือปริมาณประจุของโฟโตอิเล็กตรอนซึ่งก็คืออิเล็กตรอนนั่นเอง เมื่อสรุปโดยรวมเราจะได้สมการความสัมพันธ์ของของปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริกได้ดังนี้ เมื่อ e คือปริมาณประจุของโฟโตอิเล็กตรอนซึ่งก็คืออิเล็กตรอนนั่นเอง เมื่อสรุปโดยรวมเราจะได้สมการความสัมพันธ์ของของปรากฏการณ์โฟโตอิเล็กทริกได้ดังนี้

      Ekmax=eVs=(1/2)mvmax2=hf-W จะเห็นว่า ทฤษฎีแม่เหล็กไฟฟ้าของแมกเวลล์ ได้ธิบายได้ถูกต้อง
      HOME

จุดประสงค์ที่ 26 บอกความหมายของเลขมวล เลขอะตอม นิวคลีออน และเขียนสัญลักษณ์ของธาตุต่างๆได้
    NUCLEAR STRUCTURE
  1. MASS NUMBER(A)
  2. ATOMIC NUMBER(Z)
  3. NUCLEUS SYMBOL AZX

เลขมวล (Atom mass number) หมายถึงจำนวนนิวคลีออนทั้งหมดที่อยู่ในนิวเคลียส สัญลักษณ์ของเลขมวลแทนด้วย A เลขอะตอม (Atomic number) หมายถึงจำนวนโปรตอนที่มีอยู่ในนิวเคลียส แต่เนื่องจากอะตอมเป็นกลางทางไฟฟ้า ดังนั้นจำนวนโปรตอนจึงเท่ากับจำนวนอิเล็กตรอน สัญลักษณ์ของเลขอะตอมแทนด้วย Z นิวคลีออน (Nucleon) หมายถึง อนุภาคที่รวมกันกันเป็นนิวเคลียส เพราะว่าในนิวเคลียสประกอบด้วยโปรตอนและนิวตรอน ดังนั้นอนุภาคทั้งสองต่างก็เป็นนิวคลีออน รูปทั่วไปของสัญลักษณ์นิวเคลียส
AZX
    ตัวอย่างสัญลักษณ์ของนิวเคลียส
  1. 23892U เป็นสัญลักษณ์ของนิวเคลียสของธาตุยูเรเนียมที่มี โปรตอน 92 ตัวหรือมีประจุไฟฟ้า +92e และรวมของจำนวนโปรตอนกับนิวตรอนเป็น 238 นั่นคือมีนิวตรอน 146 ตัว
  2. 42He อนุภาคแอลฟาที่เป็นนิวเคลียสของฮีเลียมมีเลขมวลเท่ากับ 4 และเลขอะตอมเท่ากับ 2
  3. 0-1bคืออนุภาคบีตา
    สัญลักษณ์ธาตุ 20ธาตุแรก
  1. 11H ไฮโดรเจน
  2. 42He ฮีเลียม
  3. 73Li ลิเทียม
  4. 94Be เบริลเรียม
  5. 115B โบรอน
  6. 126C คาร์บอน
  7. 147N ไนโตรเจน
  8. 168O ออกซิเจน
  9. 199F ฟลูออรีน
  10. 2010Ne นีออน
  11. 2311Na โซเดียม
  12. 2412Mg แมกนีเซียม
  13. 2713Al อะลูมิเนียม
  14. 2814Si ซิลิคอน
  15. 3115P ฟอสฟอรัส
  16. 3216S กำมะถัน
  17. 3517Cl คลอรีน
  18. 4018Ar อาร์กอน
  19. 3919K โพแทสเซียม
  20. 4020Ca แคลเซียม

    ผู้จัดทำ
  • น.ส.จุฑามาศ วิเศษชู ชั้น ม.6/6 เลขที่ 8 กลุ่มที่ 2
  • Chutamas wisetchu
  • น.ส.รจนพรรณ บพิตรสุวรรณ ชั้น ม.6/6 เลขที่ 44 กลุ่มที่ 8
  • Rodchanapun Bopitsuwun

ขอบคุณค่ะ HOME

edit @ 19 Feb 2008 23:04:24 by physicsmatayom

edit @ 19 Feb 2008 23:07:01 by physicsmatayom

edit @ 25 Feb 2008 19:56:09 by physicsmatayom