m6112550g1
http://sathaporn.exteen.com/20070517/name6112550
http://members.thai.net/PHYSICSMATAYOM/coulomb/coulomb1.htm
Aug20_2550b.e.
http://media1.podbean.com/podcast-blog-audio-video-media-files/blogs/2231/uploads/OHM1.xls
JUN13,2550b.e.
| m6112550g1excel_physics | |||||||||||
| No | Excel_physics | Value | Ans | Excel_Code | Note | ||||||
| 1 | F=PA | = P * A | 13.6 | = 136E2*0.001 | P=136E2(N/m2) , A=0.001(m2) , F=(N) | ||||||
| 2 | PV=(1/3)Nmv2 | = (1/3)*N*m*v^2/V | 1E-16 | = (1/3)*100*3.00E-20*10^2/1 | N=100 , V=1(m3) , v=10(m/s2) , m=3.00E-20(kg) , P=(N/m2) | ||||||
| 3 | v=f | l | = f * | l | 4.5 | = 1.5*3 | f=1.5(Hz) , | l=3 | (m) , v=(m/s2) | ||
| 4 | W=FS | = F * S | 200 | = 20*10 | F=20(N) , S=10(m) , W=(J) | ||||||
| 5 | Ep=mgh | = m * g * h | 10 | = 2*10*0.5 | m=2(kg) , g=10(m/s2) , h=0.5(m) , Ep=(J) | ||||||
| 6 | v=331+0.6(t) | = 331+0.6 * t | 340 | = 331+0.6*15 | t=15(s) , v=(m/s2) | ||||||
| 7 | fb=f1-f2 | = f1 - f2 | 5 | = 512-507 | f1=512(Hz) , f2=507(Hz) , fb=(Hz) | ||||||
| 8 | W=mg | = m * g | 600 | = 60*10 | m=60(kg) , g=10(m/s2) , W=(N) | ||||||
| 9 | E=F/A | = F / A | 500 | = 1500/3 | F=1500(lumen) , A=3(m2) , E=(lux) | ||||||
| 10 | v=s/t | = s / t | 20 | = 400/20 | s=400(m) , t=20(s) , v=(m/s2) | ||||||
JUN14,2550b.e.
| INPUT K(N.m^2/C^2) | 9.00E+09 | C1 | D1 | E1 | F1 | G1 | H1 | I1 |
| no. | Fij=KQiQj/Rij^2;j=2,3,4,5 | Q2© | Qj© | R3j(m) | F1j(N) | Theta(deg.) | FX=FCOS(Theta) | FY=FSIN(Theta) |
| 1 | F21=KQ2Q1/R21^2 | 1.00E+00 | 1.00E+00 | 1.000 | 9.00E+09 | 270 | -1.65E-06 | -9.00E+09 |
| 2 | F23=KQ2Q3/R23^2 | 1.00E+00 | 1.00E+00 | 1.000 | 9.00E+09 | 0 | 9.00E+09 | 0.00E+00 |
| 3 | F24=KQ2Q4/R24^2 | 1.00E+00 | 1.00E+00 | 1.414 | 4.50E+09 | 225 | -3.18E+09 | -3.18E+09 |
| 4 | F25=KQ2Q5/R25^2 | 1.00E+00 | 1.00E+00 | 0.707 | 1.80E+10 | 225 | -1.27E+10 | -1.27E+10 |
| SumFx=? , SumFy=? | 9.00E+09 | -9.00E+09 | ||||||
| SF(N)=SQRT(Fx^2+Fy^2) | 1.27E+10 | =SQRT($H$7^2+$I$7^2) | =SUM(H10:H11) | =SUM(I10:I11) | ||||
| TAN(Alpha)=Fy/Fx | -1.00 | =$I$7/$H$7 | SUMFX | SUMFY | ||||
| Alpha(deg.)=ATAN(Fy/Fx)*180/PI() | -45.00 | =ATAN($B$9)*180/PI() |
vector_picture
http://sathaporn.exteen.com/images/m6112550g1/m6112550g1coulomb11.GIF
edit @ 2007/06/14 19:51:05
http://sathaporn.exteen.com/20070517/m6112550g1
สารกัมมันตภาพรังสี
สารกัมมันตภาพรังสี (Radioactive substance) ถูกมนุษย์นำมาใช้ประโยชน์เป็นเวลานาน แล้ว เช่นวงการแพทย์นำมาใช้ในเครื่อง X-Ray, รักษามะเร็ง ทางเกษตรนำมาใช้ในการถนอมอาหาร, ปรับปรุงพันธุ์พืช เป็นต้น แต่ถ้าหากนำมาใช้ผิดวิธีหรือไม่มีวิธีป้องกันอาจเกิดโทษได้ ความรู้เรื่องผู้ป่วยที่ได้รับอันตรายจากรังสีมีอยู่น้อย เกือบทั้งหมดได้จากการศึกษาผู้ป่วยที่รอดชีวิต จากระเบิดปรมาณูที่ญี่ปุ่นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 และโรงงานไฟฟ้านิวเคลียร์ที่เมืองเชอร์โนบิล ประเทศรัสเซีย อาการของผู้ป่วยเกิดได้ทุกระบบ ขึ้นกับอวัยวะที่ได้รับรังสี, ปริมาณรังสีและ ระยะเวลาที่ได้รับ ปริมาณของรังสีทางการแพทย์มีหน่วยเป็น Gray (Gy) โดย 1 Gy เท่ากับ 100 rad (เครื่องถ่าย X-ray ปอดจะแพร่รังสี น้อยกว่า 1/4 rad ต่อครั้ง) ถ้าผู้ป่วยได้รับรังสีมากกว่า 100 Gy จะเสียชีวิตทุกรายภายใน 24-48 ชม. ถ้าน้อยกว่านั้น เช่น 5-12 Gy จะเกิดอาการคลื่นไส้อาเจียน, ท้องเสีย ขาดน้ำรุนแรง อาจเกิดลำไส้ตาย และทะลุได้ อาจมีผื่นลอกตามตัว, เนื้อตาย และเป็นหมันถาวร ส่วนขนาดที่น้อยลงเช่น 2-8 Gy จะกดการทำงานของไขกระดูก ทำให้เม็ดเลือดขาวต่ำลง เกล็ดเลือดต่ำ ซีดได้ ขนาดที่ทำให้เสียชีวิตได้ (Lethal dose : LD) คิดเป็นค่า LD50/60 (หมายความว่าปริมาณรังสีที่ทำให้คนปกติเสียชีวิต 50 ใน 100 คนภายใน 60 วัน) ประมาณเท่ากับ 325 rad หรือ 3.25 Gy ถ้าไม่ได้รับการดูแลรักษาจากแพทย์
นาย ณัฐวุฒิ เนาวรัตน์ m6112550no.13
http://sathaporn.exteen.com/20070517/m6112550g1
ไอโซโทบ
ไอโซโทป "ไอโซโทป" หมายถึงธาตุอย่างเดียวกัน มีสมบัติทางเคมีเหมือนกัน แต่มีน้ำหนักอะตอมไม่เหมือนกัน คือภายในอะตอมจะมีจำนวนโปรตอนเท่ากัน แต่มีจำนวนนิวตรอนแตกต่างกัน เช่น คาร์บอน -๑๒ คาร์บอน -๑๓ และคาร์บอน -๑๔ คาร์บอนทั้งสามชนิดนี้ล้วนแต่มีโปรตอน ๖ ตัว แต่มีนิวตรอนเป็น จำนวน ๖,๗ และ ๘ ตามลำดับ เราเรียกคาร์บอนทั้งสามชนิดนี้ว่าเป็น ไอโซโทปของคาร์บอน ไอโซโทปมีสองชนิด คือไอโซโทปที่เสถียร กับอโซโทปที่ไม่เสถียร ไอโซโทปที่ไม่เสถียรจะสลายตัว แผ่รังสีอยู่ตลอดเวลา และได้ชื่อว่า ไอโซโทปกัมมันตรังสี (radioactive isotope หรือ radio isotope) ไอโซโทปกัมมันตรังสี เป็นธาตุที่มีอยู่ทั้งในธรรมชาติและที่นักวิทยาศาสตร์ทำให้เกิดขึ้น รังสีที่แผ่ออกมาจากไอโซโทปกัมมันตรังสีมี ๓ ชนิด คือรังสีแอลฟา หรืออนุภาคแอลฟา ประกอบขึ้นด้วยโปรตอน ๒ อนุภาค กับนิวตรอน ๒ อนุภาค มีประจุ ไฟฟ้าบวก อนุภาคแอลฟานี้คือนิวเคลียสของอะตอมของฮีเลียม ซึ่งอิเล็กตรอนถูกดึงออกไปเสีย ๒ อนุภาค อนุภาคแอลฟา มีอำนาจทะลุทะลวงน้อย ไม่อาจผ่านทะลุผิวหนังของมนุษย์ได้ รังสีบีตา หรืออนุภาคบีตา ประกอบขึ้นด้วย อนุภาคอิเล็กตรอนที่ออกมาจากนิวเคลียส มีประจุไฟฟ้า ลบและมีความเร็วสูงเกือบเท่าแสง มีอำนาจทะลุทะลวงมากกว่าอนุภาคแอลฟา ส่วนรังสีแกมมา เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่มีช่วงคลื่นสั้นมาก มีอำนาจทะลุทะลวงสูงมากและเป็น อันตรายต่อเนื้อเยื่อของสิ่งมีชีวิต รังสีแกมมา มีลักษณะเหมือนรังสีเอกซ์ แต่มีอำนาจทะลุทะลวงผ่าน สารได้มากกว่า
นาย ราเชนทร์ เสกขุนทด m6112550G1no.30
http://sathaporn.exteen.com/20070517/m6112550g1
ปรากฎการณ์คอมป์ตัน
ปรากฎการณ์คอมป์ตัน ( Compton effect ) เป็นปรากฎการณ์สนับสนุนแนวคิดไอน์สไตน์ที่กล่าวว่าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นอนุภาค โดย คอมป์ตัน ชาวอเมริกัน ทดลองฉายรังสีเอกซ์ความยาวคลื่นความถี่ค่าเดียว ไปชนกับอิเล็กตรอนของแท่งแกรไฟต์ พบว่ามีนอกจากจะมีรังสีเอกซ์เดิมที่กระเจิงออกมาแล้ว ยังมีอิเล็กตรอนของแท่งแกรไฟต์กระเจิงเพิ่มออกมาด้วย ดังรูป 15.22 โดยรังสีเอกซ์ที่กระเจิงเพิ่มออกมานั้นมีทั้งกรณีความยาว คลื่นเท่าเดิมและมากกว่าเดิม โดยยิ่งรังสีเอกซ์กระเจิงออกจากแนวเดิมมาก ยิ่งมี มากปรากฏการณ์นี้ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยทฤษฏีคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า
ในการอธิบาย คอมป์ตัน ใช้แนวความคิดควอนตัมพลังงาน ดังนี้ 1. รังสีเอกซ์ประกอบด้วยก้อนพลังงาน (โฟตอน) จึงชนกับอิเล็กตรอนแกรไฟต์ แบบอนุภาคกับอนุภาค เราสามารถใช้กฏอนุรักษ์โมเมนตัมและพลังงานได้ 2. การชนจะมีได้ 2 แบบ คือ ชนแบบยืดหยุ่น ซึ่งทำให้ ? ของรังสีเอกซ์ที่กระเจิงออกมามีค่าเท่าเดิม และชนแบบไม่ยืดหยุ่นซึ่งทำให้ ? ของรังสีเอกซ์ที่กระเจิงออกมามีค่ามากกว่าเดิม คอมป์ตัน ใช้แนวคิดดังกล่าวสร้างสมการเพื่ออธิบายปรากฏการณ์นี้ ซึ่งพบว่าสมการดังกล่าวสามารถอธิบายและทำนายปรากฏการณ์ได้ถูกต้อง คอมป์ตันจึงสรุปว่า เมื่อแสงและรังสีเอกซ์ ซึ่งเป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าประพฤติตัวเป็นอนุภาคได้ คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าสเปกตรัมอื่นๆ เช่น คลื่นวิทยุ รังสีอินฟาเรด รังสีอัลตราไวโอเลต ไมโครเวฟ และรังสีแกมม่า ก็สามารถประพฤติตัวเป็นอนุภาคได้เช่นกัน
เดอบรอยล์ ใช้ทฤษฏีของเขาเองอธิบายข้อบกพร่องทฤษฏีอะตอมของบอร์ที่ว่า เหตุใดโมเมนตัมเชิงมุม ของอิเล็กตรอนในวงโคจรรอบนิวเคลียสที่ไม่ปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า จึงต้องเป็นจำนวนเต็มเท่าของ หรือเท่ากับ เมื่อ ซึ่งบอร์ไม่สามารถอธิบายได้ โดย เดอ บรอยล์ อธิบายว่า “ การที่อิเล็กตรอนในอะตอมไม่มีการแผ่คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า เนื่องจากอิเล็ดตรอนที่วิ่งวนรอบนิวเคลียส แสดงสมบัติของคลื่นนิ่ง โดยความยาวเส้นรอบวงโคจรมีค่าเป็นจำนวนเท่าของความคลื่นของอิเล็ดตรอน” จากเหตุผลดังกล่าว ทำให้เรานึกภาพของอิเล็กตรอนไฮโดรเจนอะตอมได้ 2 แบบ คือ แบบที่ 1 เป็นอนุภาควิ่งวนรอบนิวเคลียสโดยไม่ปลดปล่อยพลังงาน ในวงโคจรที่โมเมนตัมเชิงมุมของอิเล็กตรอนเป็นจำนวนเต็มเท่าของ ตามสมการ เมื่อ แบบที่ 2 เป็นคลื่นอยู่ในวงที่มีความยาวเส้นรอบวง ( ) เป็นจำนวนเท่าของความยาวคลื่นของอิเล็กตรอน ตามสมการ เมื่อ แนวความคิดทวิภาพคลื่นและอนุภาคนี้ ส่งผลให้เกิดสิ่งประดิษฐ์สำคัญมากมาย เช่น กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน และยังเป็นต้นแบบของวิชาการแขนงใหม่ คือกลศาสตร์ควอนตัม ซึ่งใช้ศึกษาธรรมชาติในระดับอะตอมได้อย่างถูกต้อง 
edit @ 27 Feb 2008 11:24:12 by physicsmatayom





